เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     บทความ
วิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์ชุมชนบ่อแก้วกับการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน (อ่าน 330 )

Facebook  

วิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์ชุมชนบ่อแก้วกับการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดิน

ที่ดินคือชีวิตของพวกเขามาแต่บรรพบุรุษ และเพื่อความมั่นคงในผืนดินทำกินและที่อยู่อาศัย มีแต่การยืนหยัดด้วยความอดทนที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินเท่านั้น จึงจะฝ่าข้ามไปสู่ความเป็นธรรมในการต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน เหล่านี้คือชีวิตของนักสู้เลือดเกษตรอินทรีย์ ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
นอกจากได้มาศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตและประวัติศาสตร์การต่อสู้ชุมชนที่แล้วนั้น เราจะเห็นว่าในทุกครัวเรือน ได้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของพวกเขา เพราะที่นี่เป็นซะตาชีวิต เป็นที่ดินทำกินผืนสุดท้าย ที่พวกเขาจะดำรงอยู่อย่างด้วยความมั่นยืนและสืบไปถึงลูกหลาน


26 ก.ค.61 ทีมชาวบ้านและผู้ปฏิบัติงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)ได้ทำการสำรวจผลผลิตในแต่ละรายแปลงของของตนเองว่ามีการปลูกพืชชนิดใดบ้าง โดยแยกออกเป็นจำพวก และแต่ละประเภทมีคุณลักษณะการใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง โดยตามบ้านจะมีการปลูกผักพื้นสวนครัวบ้านต่างๆ เช่น กระเพา โหระพา ข่า ตระไคร้ รวมทั้งพืชสมุนไพร จำพวก ว่านระงับพิษ ว่านชักมดลูก และไม้ผลยืนต้น อาทิ มะม่วง ขนุน ทุเรียนน้ำ น้อยหน่า เป็นต้น รายรอบในบ้านแต่ละหลัง และตามพื้นที่ดินที่เป็นสิทธิของชุมชนที่สมาชิกได้ทำแปลงรวมร่วมกัน เป็นการช่วยกันรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


หนูเล็ก สินปิ่นตา บอกว่า ผลผลิตที่ได้นอกจากปลูกไว้เพื่อเป็นอาหารไว้กินเองภายในครัวเรือน ยังทำให้คนในชุมชนพึ่งตนเองในระดับครอบครัวได้ โดยไม่ต้องพึ่งแหล่งอาหารหรือไปจับจ่ายซื้อหาจากภายนอก และยังนำไปขายเป็นรายได้ ซึ่งตนได้เก็บพืชผักสวนครัว เช่น ผักกาด กล้วย ชะอม มะนาว ไปขายที่ตลาดทุ่งพระ ได้วันละประมาณ 100 – 200 บาท อีกทั้งยังได้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชนกันเอง เพราะตามบ้านแต่ละหลังจะมีบางอย่างที่ไม่ได้ปลูกเหมือนกัน หรือบางครั้งปลูกเหมือนกันแต่ยังไม่ได้ออกผลผลิต ก็จะนำมาขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นรายได้หมุนเวียนกันภายในชุมชน


“การบำรุงรักษาให้ผลผลิตแต่ละชนิดงอกงามเติบโตนั้น ทางชุมชนไม่ได้มีการใช้สารเคมี แต่เป็นการนำเอาซากพืชทั้งหยวกและใบกล้วย แหน สาหร่าย มาหมักรวมกันเป็นปุ๋ย ซึ่งในชุมชนบ่อแก้วได้มีการทำโรงปุ๋ยหมักอินทรีย์ไว้ให้แบ่งกันใช้นำไปใส่บำรุงพืชผัก อีกอย่างการทำการเกษตรอินทรีย์เป็นการเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับคืนมาตามสภาพตามเดิม จะพบว่าทั้งกบ เขียด หรือแม้แต่ปลา ที่เคยหายไปก็กลับมาให้จับเป็นอาหารได้ มันเปรียบเสมือนกับห่วงโซ่อาหาร เป็นวงเวียนของชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามธรรมชาติ ที่สำคัญเมื่อฝนตกยังช่วยพัดพาเอาตะกอน หรือปุ๋ยธรรมชาติลงมาสู่ไร่นาและตามแปลงต่างๆ” หนูเล็ก กล่าวเพิ่มเติม

       สมุนไพรว่านระงับพิษ สรรพคุณใช้ใบและรากนำมาตำกับข้าวสาร แก้พิษจากการแมลงกัดต่อย

จากการลงพื้นที่จะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างป่ายูคาฯ กับสวนพืชผักของชาวบ้าน เราสามารถสัมผัสได้ชัดยามเมื่อร่วมกันเดินลงสำรวจ กล่าวคือ เมื่อผ่านสวนป่ายูคาฯ จะรู้สึกร้อน อบอ้าว แสบตัว และผืนดินบริเวณนั้นจะมีความเสื่อมโทรม ต่างกับสวนป่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและตามสวนการเกษตรจะมีความชุ่มชื่นสมบูรณ์กว่า และชาวบ้านจะร่วมกันจัดการป่าอย่างเป็นสัดส่วนในรูปแบบโฉนดชุมชน คือ ไม่ได้ยึดติดการถือครองเป็นของตัวเอง ชาวบ้านจะทีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ส่วนวิธีการปลูกพืชก็มีหลากหลายในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งชาวบ้านจะไม่ใช้สารเคมีที่จะมีผลกระทบต่อผิวดิน และคุณภาพชีวิต



ด้านนางละเอียด ชาญชัย หรือยายไล เล่าถึงความย้อนหลังให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา ทำไร่ อยู่ในที่ดินทำกินบริเวณนี้ แต่หลังจากปี 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)ได้รับสัมปทานปลูกป่าในเขตป่าสงวนแงชาติภูซำผักหนาม จำนวน 1,400 ไร่ และได้นำต้นยูคาฯมาปลูกทับที่ดินทำกิน ส่งผลกระทบความเดือดร้อนต่อชาวบ้านกลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน ส่วนตนเองก็ต้องไปหาเป็นแรงงานรับจ้างในกรุงเทพฯ ซึ่งในช่วงนั้นมีหลายคนที่เรียกร้องการต่อสู้เรื่อยมา แต่ก็ถูกข่มขู่ คุกคาม มาตลอด กระทั่งนับแต่ปี 2547 ผู้เดือดร้อนได้รวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องในเชิงนโยบายและมีการร่วมประชุมกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหลายครั้ง ผลการประชุมและการลงสำรวจตรวจสอบพื้นที่ มีมติให้ยกเลิกสวนป่ายูคาฯ มอบที่ดินทำกินคืนให้ชาวบ้าน แต่ อ.อ.ป.ไม่ดำเนินการคืนให้

ยายไล เล่าให้ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า หลังจากเข้ายึดพื้นที่ในวันที่ 17 ก.ค.52 และได้จัดตั้งเป็นชุมชนบ่อแก้ว ส่วนสวนป่ายูคาลิปตัส ที่ส่งผลกระทบต่อผืนดินทำให้เกิดการเสื่อมโทรม พวกเราได้พลิกฟื้นพัฒนาผืนดินให้คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ โดยนำต้นกล้วยและต้นไผ่เลี้ยง 3 ฤดู มาปลูกแทนต้นยูคาฯ เป็นการช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ว่าหลังจากยึดที่ดินทำกินมาได้ประมาณหนึ่งเดือน อ.อ.อป.ก็ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดภูเขียว จำนวน 31 คน ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแงชาติภูซำผักหนาม ซึ่งเป็นตกเป็นจำเลย 12 นอกจากต่อสู้ในเรื่องสิทธิที่ดินทำกินแล้ว ยังต้องมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมอีก ซึ่งคดีขณะนี้อยู่ในระหว่างการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา



                   แปลงยายไลปลูกนาข้าวและนำต้นมะขามมาปลูกไว้ตามระหว่างร่องนาข้าว

“ผู้เดือดร้อนมีกว่า 200 คน ส่วนที่ดินที่ยึดมาได้ประมาณ 98 ไร่ ไม่เพียงพอ ทำให้หลายครอบครัวต้องอยู่ข้างนอกหรืออาศัยอยู่บ้านญาติและไปหารับจ้างในที่ต่างๆ และที่อยู่กันในบ่อแก้ว 48 ครอบครัว มีการจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 1 ไร่ ซึ่งแต่ละบ้านจะทำการปลูกพืชชนิดต่างๆรายล้อมเต็มไปหมด ส่วนทางตนพอหักข้าวโพดแล้ว ปีนี้ได้ปลูกนาข้าวและนำต้นมะขามมาปลูกไว้ตามร่องแปลงนาด้วย นอกจากได้จัดให้ครอบครัวละ 1 ไร่ ที่เหลือได้จัดเป็นแปลงรวมสิทธิชุมชน โดยจะร่วมกันทำการผลิตพืชผลตามฤดูกาล ส่วนรายได้ผลผลิตจากแปลงรวมจะนำเข้าเป็นกองทุนที่ดิน เพราะปัญหาการต่อสู้ในสิทธิที่ดินทำกินยังไม่จบ จึงต้องมีเงินทุนและอาหารในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องในสิทธิต่างๆ เช่น หลังถูกคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 เมื่อวันที่ 26 ส.ค.57 ทางชุมชนต้องเดินทางไปยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและร่วมประชุมกับรัฐ จนได้ข้อสรุปให้ชะลอการไล่รื้อไปพลางก่อน และปัจจุบันยังคงติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายที่มีการยื่นเสนอเป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน จำนวน 1,500 ไร่ ตามมติ ครม.ปี 2553 ที่ทางเรามีแผนจัดการให้ผู้เดือดร้อนที่เหลือเข้ามาอยู่ และจะจัดการเป็นที่แปลงรวมเพิ่มเติม และเป็นที่สาธารณะประโยชน์ เช่น ป่าชุมชน  แต่ภาครัฐยังไม่มีการดำเนินการ” ละเอียด กล่าวเพิ่มเติม

ชาวบ้านบ่อแก้ว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่เป็นสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)ที่มีการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยมีกติการ่วมกัน เช่น ที่ดินสมารถตกทอดกันได้เฉพาะบุคคลในครอบครัวหรือสมาชิกชุมชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการผลิตพืชผักสวนครัว สมุนไพร รวมทั้งไม้ยืนต้น โดยสมาชิกบริหารจัดการที่ดินกันในรูปแบบโฉนดชุมชน และทำการผลิตกันแบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและที่อยู่อาศัยของชุมชน รวมทั้งร่วมกันดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติฯโดยชุมชนมีส่วนร่วม

แต่ว่าการเข้าไม่ถึงทรัพยากร เป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ไม่มีความเป็นธรรม รัฐจะผูกขาดอำนาจการจัดการเพียงส่วนเดียว โดยไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ส่งผลให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ ทั้งที่ชาวบ้านเรียกร้องในเชิงนโยบายและมีการร่วมประชุมกับภาครัฐ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลายรายกลับมาถูกดำเนินคดี ซึ่งถือว่าไม่มีความเป็นธรรม

โพสเมื่อ : 26 ก.ค. 2561

เป็นสื่อพลเมืองเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

บรรณาธิการ: นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย: นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ: ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

กองบรรณาธิการ: สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง: 501 ม.8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
email. yuthsiburi@hotmail.com โทร 086 978 5629