เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     ข่าว
ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษา รอผลตรวจพิสูจน์หัวกะโหลก ใช่ของ เด่น คำแหล้ หรือไม่ (อ่าน 246 )

Facebook  

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษา รอผลตรวจพิสูจน์หัวกะโหลก ใช่ของ เด่น คำแหล้ หรือไม่

ศาลเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา เป็นวันที่ 27ก.ค.2560 ส่วนหัวกะโหลกมนุษย์ ศาลจะทำหนังสือติดตามไปทางเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจห้วยยาง ให้เร่งติดตามผลการพิสูจน์วัตถุพยานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และมีหนังสือถึงสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้รีบตรวจพิสูจน์พยานวัตถุ ให้ทราบผลก่อนวันนัด

จากนั้นชาวบ้านสมาชิก คปอ.เดินทางต่อไปยังที่ทำการไปรษณีย์ภูเขียว นำไปรษณียบัตรส่งถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อให้ชะลอการนำร่าง พรบ.ทั้ง 2 ฉบับ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ในเขตป่า
15 มิ.ย.2560 นางสุภาพ คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เดินทางไปยังศาลจังหวัดภูเขียว อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ตามที่ศาลจังหวัดภูเขียวมีหมายนัดถึง นายเด่น คำแหล้ จำเลยที่ 1 กับนางสุภาพ คำแหล้ จำเลยที่ 4 เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา และฟังคำสั่งของศาลฎีกา กรณีที่นายเด่น คำแหล้ มิได้มาศาลตามกำหนดนัดคดีข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ตามความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ

โดยมีสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)จำนวนกว่า 150 พร้อมด้วยทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน และทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา มาร่วมให้กำลังใจและฟังคำพิพากษาของฎีกา
นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน แจ้งว่า ศาลได้อ่านคำพิพากษาเลื่อนนัดเป็นวันที่ 27 ก.ค.2560 ด้วยเหตุผลจากวัตถุพยานที่พบเจอล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2560 โดยในลำดับที่ 1-13 เป็นสัมภาระ และหลักฐานลำดับที่ 14 ที่เป็นหัวกะโหลกมนุษย์ ยังรอทางเอกสารจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งยังไม่มีมาแสดงผลการตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอ ว่า หัวกะโหลกมนุษย์เป็นของ จำเลยที่ 1ที่สูญหายไปหรือไม่ จึงได้ขอยื่นคำร้องขอเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไป ศาลจึงได้มีคำสั่งเลื่อนนัดออกไปเป็นวันที่ 27 ก.ค.2560 เวลา 09.00 นาฬิกา และศาลแจ้งว่าจะมีการทำหนังสือติดตามไปทางเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจห้วยยาง ให้เร่งติดตามผลการพิสูจน์วัตถุพยานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีหนังสือถึงสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้รีบตรวจพิสูจน์พยานวัตถุ โดยเร็วให้แล้วเสร็จก่อนวันนัด

ทนายความศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน เพิ่มเติมด้วยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2560 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา และฟังคำสั่งของศาลฎีกา กรณีที่นายเด่น คำแหล้ (จำเลยที่ 1)มิได้มาศาลตามกำหนดนัด เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งว่า ไม่มีบุคคลรู้แน่ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย และให้ศาลจังหวัดภูเขียวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งดังกล่าว ศาลจังหวัดภูเขียวจึงได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1พร้อมทั้งมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปเป็นวันนี้(15 มิ.ย.2560)และศาลได้อ่านคำพิพากษา มีคำสั่งเลื่อนนัด ดังกล่าว
ด้านนางสุภาพ คำแหล้ บอกว่า เคารพคำสั่งการพิจารณาของศาล แต่ที่ผ่านมายืนยันว่าสามีไม่เคยคิดหลบหนีคดี เพราะเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาก็เคยถูกคุมขังในเรือนจำภูเขียวมาด้วยกันเป็นเวลา 16 วัน อีกทั้งสามีเป็นนักต่อสู้สิทธิที่ดินทำกิน กล้าเผชิญหน้าตลอด ถ้าจะหนีก็คงหนีไปกันหมดทั้งชุมชนโคกยาว และอยู่กินกันมาตั้งแต่ปี 2525 ไม่เคยทิ้งปล่อยให้ภรรยาอยู่ลำบากอยู่คนเดียวแบบนี้  ตนเชื่อว่าสามีหายไป 1 ปีกว่า เสียชีวิตแล้ว จากหลักฐานหลายอย่างที่ค้นพบ ได้นำส่งเจ้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร ต.ห้วยยาง ทั้งมอบให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจและสถาบันนิติวิยาศาสตร์กระทรวงยุติธรรม ตรวจผลการพิสูจน์ ยังไม่สามารถเชื่อมโยงถึงการหายตัวได้ และจากวัตถุพยานที่พบล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มี.ค.2560 โดยในรายการที่ 1-13 ซึ่งเป็นสัมภาระยืนยันได้ว่าเป็นของสามี เช่น กางเกง รองเท้า มีดพกสั้น และถุงปุ๋ยสะพาย เป็นต้น ส่วนในรายการที่ 14 เป็นหัวกะโหลกมนุษย์ ยังรอผลการตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่า หัวกะโหลกมนุษย์เป็นของสามี ที่สูญหายไปหรือไม่

“ก่อนศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในนัดแรกเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2559 นางสุภาพ ได้แถลงต่อศาลว่า เมื่อวันที่16 เม.ย.2559 จำเลยที่ 1เข้าไปเก็บหน่อไม้ในป่าตามปกติ และได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานยังสถานีตำรวจภูธรห้วย ทนายความจึงขออนุญาตเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปอีกนัดหนึ่ง โดยศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 20 ก.ย.2559 เมื่อถึงกำหนดวันนัด(20 ก.ย.2559) ยังอยู่ระหว่างการเข้ารักษาตัวจากอาการป่วยด้วยโรคเนื้องอกในมดลูกที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น  โดยแพทย์นัดตรวจรักษาโรคอีกครั้งในวันที่ 26 ก.ย. 2559 ทนายความจึง ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนการคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปนัดหนึ่ง ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป ในวันที่ 4 พ.ย.2559 ต่อมาศาลเลื่อนมาเป็นวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา และล่าสุดศาลมีคำสั่งนัดอ่านคำพิพากษาในวันนี้ (15 มิ.ย.2560)” ภรรยานายเด่น กล่าว
ส่วนทางบุญมี วิยาโรจน์(รองประธานโฉนดชุมชนโคกยาว) เล่าให้ฟังว่า นายเด่น คำแหล้ เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน และเป็นประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ภายหลังจากปี 2528 รัฐเข้ามาดำเนินโครงการ “หมู่บ้านรักษ์ป่า ประชารักษ์สัตว์” ขับไล่ชาวบ้านโคกยาวอพยพออกจากที่ทำกิน และอ้างว่าจะจัดสรรที่ดินรองรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำยูคาลิปตัส เข้ามาปลูก  ส่วนพื้นที่รองรับเป็นที่ดินที่มีเจ้าของถือครองทำประโยชน์อยู่แล้ว ทำให้เข้าไปทำกินได้ และเข้าที่เดิมก็ไม่ได้ นายเด่นได้ร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องมาโดยตลอด

นายบุญมี เล่าให้ฟังอีกว่า ได้ร่วมกลุ่มชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกินในอำเภอคอนสาร จึงได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ในช่วงปี 2548 โดยมีข้อเสนอให้ “ยกเลิกสวนป่า” แล้วนำที่ดินมาจัดสรรให้กับผู้เดือดร้อน  และร่วมกันผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดการที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ กระทั่งรัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 จนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกันบุกเข้าควบคุมตัวชาวบ้านรวม 10 คน และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม มีการแยกสำนวนฟ้อง ออกเป็น 4 คดี 10 ราย ดังนี้ คดีที่ 1 นายคำบาง กองทุย และนางสำเนียง กองทุย คดีที่ 2 นายทอง กุลหงส์ และนายสมปอง กุลหงส์  คดีที่ 3 นายสนาม จุลละนันท์ และคดีที่ 4 นายเด่น คำแหล้ นางสุภาพ คำแหล้ นายบุญมี วิยาโรจน์  นางหนูพิศ วิยาโรจน์ และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ
“ในส่วนคดีที่ 4 คือนายเด่น คำแหล้ และพวกรวม 5 คน  ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3  เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2556  โดยยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 คือนายเด่น และนางสุภาพ จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงว่าจะหลบหนี ส่วนจำเลยอีก 3 ราย ศาลยกฟ้อง ส่งผลให้นายเด่นและนางสุภาพถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำภูเขียว เป็นเวลา 16 วัน ต่อมาในวันที่ 9 พ.ค. 2556 ทางสมาชิก คปอ. และพีมูฟ ได้ชุมนุมที่กรุงเทพมหานคร  เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐ และได้ร่วมกันเดินรณรงค์ไปยังศาลฎีกา พร้อมกับยื่นหนังสือขอให้ศาลฎีกาปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ประกอบกับช่วงดังกล่าวทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ซึ่งศาลอนุญาตในเวลาต่อมา และสามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด ผลการยื่นประกันขอให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ปรากฏว่าศาลอนุมัติให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 2 โดยได้เพิ่มหลักทรัพย์จากรายละ 200,0000 บาท เป็นรายละ 300,000 บาท” รองประธานโฉนดชุมชนโคกยาว บอกทิ้งท้าย

จากนั้นชาวบ้านสมาชิก คปอ.ที่อยู่ในพื้นที่เขตป่า เช่น ชุมชนบ่อแก้ว ชุมชนโคกยาว ชุมชนดงกลาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ(ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม) ชาวบ้านชุมชนหนองจาน ชุมชนบ้านซำผักหนาม อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น(พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน รวมทั้งชาวบ้านจาก อ.หนองบัวระเหว(พื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ) และชาวบ้านชุมชนวังอีเมียง อ.ภูกระดึง จ.เลย(พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง)ที่ร่วมเดินมาให้กำลังใจนางสุภาพ คำแหล้ และรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แล้วเสร็จดังกล่าวนั้น

ทั้งนี้ ได้ร่วมเดินทางต่อไปยังที่ทำการไปรษณีย์ภูเขียว เพื่อนำไปรษณียบัตร นำส่งถึงอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ใจความว่า เพื่อให้ชะลอการนำร่าง พรบ.ทั้ง 2 ฉบับ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ในเขตป่า

“เพื่อให้ชะลอการนำร่าง พรบ.ทั้ง 2 ฉบับ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ในเขตป่า คือ ร่าง พรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ...และร่าง พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ...เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วนำกลับมาเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77”
รายงายโดยศรายุทธ ฤทธิพิณ


โพสเมื่อ : 16 มิ.ย. 2560

เป็นสื่อพลเมืองเพื่อชุมชน ของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน คปอ. เพื่อเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย : นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ : ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

บรรณาธิการ : นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

กองบรรณาธิการ : สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง : 501 หมู่ 8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180

e - mail yuthsiburi@hotmail.com  โทร 086 978 5629