เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     ข่าว
จากการถูกเจ้าหน้าที่ป้ายสีวางระเบิด มาสู่การตกเป็นจำเลยที่ 6 นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินของชุมชนบ่อแก้ (อ่าน 235 )

Facebook  

จากการถูกเจ้าหน้าที่ป้ายสีวางระเบิด มาสู่การตกเป็นจำเลยที่ 6 นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินของชุมชนบ่อแก้ว

2 มิ.ย.2560 นี้ หลังศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอรับมรดกความ หลังจากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดีระหว่างองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฟ้องขับไล่ นายนิด ต่อทุน จำเลยที่ 1 พร้อมพวกรวม 31 คน และบริวารออกจากพื้นที่ คำสั่งจะออกมาในรูปแบบใด จุดเปลี่ยนของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ซึ่งตั้งรกรากถือครองทำประโยชน์มาแต่บรรพบุรุษจะเป็นอย่างไร ถือเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งในกระบวนการยุติธรรม

แม้เรื่องราวการต่อสู้ในข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง ตลอดช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา กรณีที่ชาวบ้านไม่ยินยอมออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาบังคับ ข่มขู่ คุกคาม ตลอดจนนำวิธีการป่าเถื่อนมาใช้ เช่น กรณีนายวัก โยธาธรรม ถูกใส่ร้ายโดยการนำเอาระเบิดมาฝังไว้ใต้โอ่งน้ำ จากนั้นได้จับกุมและดำเนินคดีข้อหามีอาวุธสงครามอยู่ในครอบครอง

 “ปี 2529 เป็นช่วงที่ครอบครัวของตนถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาข่มขู่ คุกคามหนักขึ้น เพื่อบังคับให้ออกจากพื้นที่ แต่ด้วยการไม่ยอมจำนน เพราะหากยอมออกไปก็จะไม่มีที่ทำกินไม่มีที่อยู่อาศัย วิธีการของ อ.อ.ป.ก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่น นำรถแทรกเตอร์เข้ามาไถสวนกล้วย ขณะเดียวกันความโกรธของพ่อก็ถึงขีดสุดเช่นกัน พ่อคว้ามีดอีโต้พร้อมกับวิ่งเข้าหาและใช้เท้ายันรถแทรกเตอร์ไว้ แต่กำลังแรงคนในวัย 50 กว่าปี (อายุขณะนั้น) ไม่อาจทานแรงกำลังของเครื่องยนต์ได้”
นางบัวไล โยธาธรรม อายุ 56 ปี ลูกสาวของนายวัก โยธาธรรม เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นจำเลยที่ 6 ในจำนวน 31 คน ที่ถูกดำเนินคดี หลังจากเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2552 ร่วมกันเข้ายึดที่ทำกินเดิมกลับคืนมาและจัดตั้งชื่อชุมชนบ่อแก้ว แต่ก่อนหน้านั้นช่วงปี 2529 ตอนนั้นตนอายุ 17 ปี ได้เห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาข่มขู่ทุกอย่าง และหลายครั้งที่เจ้าหน้าที่นำรถแทรกเตอร์มาไถสวนครอบครัวของตน พ่อจะกระโดดขวางทุกครั้ง สุดท้ายจำต้องหลีกทาง และได้แต่มองดูทรัพย์สินถูกทำลายลงไปต่อหน้า แต่การยืนหยัดต่อสู้มากว่า 2 ปี ครอบครัวของตน ถูกเจ้าหน้าที่มองว่าเป็นพวกหัวแข็ง การใส่ร้ายป้ายสีจึงได้เกิดขึ้นในปี 2531 เจ้าหน้าที่ป่าไม้.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามายังบ้าน โดยได้รับแจ้งว่าภายในบ้านมีสิ่งผิดกฎหมาย ด้วยความบริสุทธิ์ใจเพราะรู้ว่าในบ้านไม่เคยมีของผิดกฎหมาย พ่อจึงยินยอมให้เจ้าหน้าที่ค้นหา แต่ความไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเจอวัตถุระเบิดอยู่ใต้โอ่งน้ำ จากนั้นตำรวจได้เข้ามาจับคุมตัวพ่อไปขังในคุกโดยทันที

ประวัตินายวัก โยธาธรรม

เกิดเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2467 เป็นคนบ้านห้วยแล้ง ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เสียชีวิตด้วยโรคชราในวัย 92 ปี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2559 นับแต่ช่วงเด็กจนถึงวัยหนุ่ม ได้ประกอบอาชีพรับจ้างทำการเกษตร และรับจ้างทำนามาโดยตลอด กระทั่งเมื่อปี 2495 ได้แต่งงานครองชีวิตคู่กับนางสาย (เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2560 อายุ 92 ปี)ได้รับมรดกสืบทอดมาจากพ่อตา เป็นที่ดินทำกินจำนวนประมาณ 50 ไร่ ทำนาข้าว ปลูกข้าวโพด พริก ฝ้าย สวนกล้วย

เป็นอีกกรณีตัวอย่างหนึ่ง นับตั้งแต่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เข้ามาดำเนินการปลูกยูคาลิปตัสทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน เมื่อปี พ.ศ. 2521 ตามเงื่อนไขการสัมปทานทำไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ในบริเวณเนื้อที่ทั้งสิ้น 4,401 ไร่ ส่งผลกระทบความเดือดร้อนต่อชาวบ้านจำนวนกว่า 300 ชีวิต ต้องถูกอพยพออกจากพื้นที่ กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน หลายครอบครัวแตกสลาย แม้ผู้เดือดร้อนได้ร่วมคัดค้านมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้น แต่ไม่สามารถต้านทานอำนาจอิทธิพลจากอันธพาลได้

ขณะที่นายวักถูกคุมขังในเรือนจำภูเขียว ลูกๆทั้ง 7 คน จำต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หารับจ้างทำงานช่วยกันเก็บเงินมาเป็นทุนมาต่อสู้คดี และได้ขายควายไป 7 ตัว หลังจากถูกคุมขังมาได้ 3 เดือน ศาลยกฟ้องในที่สุด

นางบัวไล บอกว่า ศาลชั้นต้นได้ตัดสิน ตามที่พ่อให้การว่า ระเบิดไม่ใช่ของพ่อ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นของใคร แต่รู้ว่าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นคนเอาระเบิดมาซ่อนไว้ ศาลจึงได้ยกฟ้อง แต่หลังออกมาจากเรือนจำ พ่อเดินไปที่ไร่ปรากฏว่าถูกเจ้าหน้าที่ปลูกต้นยูตาฯทับเต็มพื้นที่หมดแล้ว แลหลังจากนั้นพ่อได้เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องร่วมกับผู้เดือดร้อนมาตลอด ทั้งไปร้องเรียนและยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรมกับผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ แต่การดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่มีความคืบหน้า
“ความเดือดร้อนจากไม่มีที่ดินทำกินได้สร้างปัญหาให้กับครอบครัวมาก จึงตัดสินใจพ่อวักกับแม่ อาศัยพักอยู่กับญาติไปพลางๆก่อน ส่วนลูกๆ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ หาทำงานรับจ้างทั่วไป ทั้งงานก่อสร้าง ลูกเรือประมง และเป็นลูกจ้างในโรงงานปลากระป๋อง เพื่อหาเงินส่งมาให้พ่อกับแม่ไว้ใช้จ่าย และหากผู้เดือดร้อนนัดหมายกันเดินทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อร้องเรียนเรื่องที่ทำกิน พ่อวักจะนำเงินที่ลูกๆช่วยกันส่งให้มาเป็นค่าใช้จ่ายไปร่วมเคลื่อนไหวด้วยทุกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี ต้องดิ้นรนและอดทนอย่างมาก กว่าจะเก็บเงินมาซื้อที่สร้างบ้านให้พ่อกับแม่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองได้” บัวไล บอกทิ้งท้าย

สู่การเรียกร้องเพื่อสิทธิที่ดินทำกิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน

ในปี 2547 นางบัวไล โยธาธรรม เดินทางกลับมายังบ้านเกิด ที่พ่อกับแม่ได้อาศัยอยู่กับญาติมานานกว่า 10 ปี โดยนำเงินที่ลูกๆช่วยกันเก็บมาสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ และด้วยความที่ผู้เป็นพ่ออายุมากแล้ว จึงได้เข้าต่อสู้แทนพ่อ โดยเข้าร่วมกับผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามทับซ้อนที่ดินทำกินใน 5 ตำบล ของอำเภอคอนสาร ร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน(สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน คปอ.) เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินพร้อมกับผลักดันให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย

ต่อมาได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีกลไกรัฐร่วมกับฝ่ายประชาชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงานระดับท้องถิ่น ผลปรากฏการตรวจสอบมีความเห็นตรงกันว่า “สวนป่าคอนสารปลูกสร้างทับที่ดินทำกินของประชาชน ให้ยกเลิกสวนป่าแล้วนำที่ดินมาจัดสรรแก่ผู้เดือดร้อนต่อไป” แต่ในทางปฏิบัติกลับตรงข้าม และไม่มีการดำเนินการใดๆ

กระทั่งวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันเข้าพื้นที่ และประกาศจัดตั้งชุมชนบ่อแก้ว โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบ "โฉนดชุมชน" และพัฒนาระบบการผลิตแบบ "เกษตรกรรมอินทรีย์" เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดิน หลังจากเข้ายึดพื้นที่ได้ประมาณ 1 เดือน เจ้าหน้าที่ได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่ชาวบ้านจำนวน 31 ราย โดยนางบัวไล โยธาธรรม ตกเป็นจำเลยที่ 6 และสถานภาพปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นฏีกา

ลำดับการถูกดำเนินคดี

วันที่ 27 ส.ค.2552  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่ นายนิด ต่อทุน และพวกรวม 31 คน ข้อกล่าวหาว่าจำเลยและบริวารได้กระทำการบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม จึงขอให้ศาลได้มีคำสั่งขับไล่ออกจากพื้นที่ พร้อมกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และไม้ผลไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้

วันที่ 28 เม.ย.2553  ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ จำเลย ที่ 1 ถึง 31 และบริวารออกจากพื้นที่พิพาทสวนป่าคอนสาร กับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ ที่ได้นำไปปลูกไว้ในพื้นที่พิพาท  ซึ่งจำเลยได้อุทธรณ์ และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้ชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกันโจทก์ยื่นคำให้การแก้อุทธรณ์และคัดค้านคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีชั่วคราว

วันที่ 13 ธันวาคม 2553 ศาลได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้มีการบังคับคดีชั่วคราวตามที่จำเลยยื่นคำร้อง และโจทก์ได้วางเงินต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อติดหมายบังคับคดีในพื้นที่พิพาท ในวันเดียวกัน

วันที่ 4 ก.พ. – 16 มี.ค. 2554 ทำให้ชาวบ้านได้เคลื่อนไหว โดยการเดินเท้าทางไกลจากคอนสาร ถึง กทม.เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการให้ ออป.ถอนการบังคับคดี และเร่งประกาศพื้นที่โฉนดชุมชนในพื้นที่พิพาทสวนป่าคอนสาร  ตามที่ได้ผลักดันให้รัฐบาลสมัยนั้นมีมาตรการทางนโยบายเพื่อคุ้มครองสิทธิที่ดินดังกล่าว

วันที่ 2 มีนาคม 2554 ผลการเจรจาระหว่างผู้แทนชาวบ้านกับ อ.อ.ป.นำมาสู่ข้อตกลง 3 ข้อคือ 1. ออป.จะไม่เร่งรัดบังคับคดี  2. การนำพื้นที่จำนวนประมาณ 1,500 ไร่ ไปดำเนินการโฉนดชุมชน ให้ผู้แทน ออป. สำนักนายกรัฐมนตรี และชาวบ้านผู้เดือดร้อน ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน และ 3. การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ให้นำข้อกำหนดของ ออป.มาปรับปรุงให้เกิดการยอมรับร่วมกัน แต่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่โฉนดชุมชนให้แต่อย่างใด  นอกจากจำนวนพื้นที่เดิม (ประมาณ 86 ไร่) ที่ชาวบ้านร่วมกันยึดเข้ามาได้ในวันที่ 17 ก.ค.2552

วันที่ 21 ธันวาคม 2554 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน ต่อมาในวันที่ 21 มีนาคม 2555 จำเลยได้ฎีกา

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดจำเลยทั้ง 31 คน ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ศาลไม่สามารถอ่านคำพิพากษาได้ เนื่องจากจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 13 เสียชีวิต ทนายจำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้ทายาทของผู้เสียชีวิตมารับมรดกความ  ศาลจึงได้อนุญาตตามที่ทนายจำเลยขอ  โดยได้มีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคดีออกไป และมีคำสั่งเรียกให้ทายาทของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 13 ที่เสียชีวิต มายื่นคำร้องขอรับมรดกความภายใน 15 วัน คือวันที่ 16 พ.ค.2560 และศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอรับมรดกความของทายาท จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 13 ในวันที่ 2 มิ.ย.2560 

ในวันที่ 2 มิ.ย.2560 นี้ หลังศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขอรับมรดกความ หลังจากนั้นศาลจะนัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดีระหว่างองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฟ้องขับไล่ นายนิด ต่อทุน จำเลยที่ 1 พร้อมพวกรวม 31 คน และบริวารออกจากพื้นที่ คำสั่งจะออกมาในรูปแบบใด จุดเปลี่ยนของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ซึ่งตั้งรกรากถือครองทำประโยชน์มาแต่บรรพบุรุษจะเป็นอย่างไร ถือเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งในกระบวนการยุติธรรม

รายงานโดย ศรายุทธ ฤทธิพิณ



โพสเมื่อ : 01 มิ.ย. 2560

เป็นสื่อพลเมืองเพื่อชุมชน ของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน คปอ. เพื่อเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย : นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ : ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

บรรณาธิการ : นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

กองบรรณาธิการ : สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง : 501 หมู่ 8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180

e - mail yuthsiburi@hotmail.com  โทร 086 978 5629