เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     กฏหมายสิทธิมนุษยชน
ศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา คดีโลกร้อน (อ่าน 131 )

Facebook  

ศาลจังหวัดหล่มสักนัดฟังคำพิพากษา คดีโลกร้อน

ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาในคดีความเเพ่งคดีหมายเลขดำที่ ๗๗ /๒๕๕๓ ระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางเเพ่งกับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกรวม ๑๖ คน ตกเป็นจำเลย

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ ได้มีการยื่นฟ้องคดีอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ กับ ชาวบ้านห้วยกนทา หมู่ที่ ๖ ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน ๑๑ ราย ต่อศาลจังหวัดหล่มสัก ในคดีหมายเลขดำที่ ๘๓๑/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๙/๒๕๕๐ ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นางมณีรัตน์ คำเบ้า ที่๑ กับพวกรวม ๑๑ คน จำเลย

ต่อมาได้แยกฟ้องจำเลย ๒ คน ซึ่งเป็นเยาวชนต่อศาลจังหวัดเพชรบูรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีหมายเลขดำที่ ๓๔๐/๒๕๕๘คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙/๒๕๕๐ คือนางสาวมะลิ คำหมู่ กับพวกรวม ๒ คน ในข้อหาหรือฐานความผิดพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ โดยทั้ง ๒ คดีมีพฤติการณ์ในคดีเป็นไปในทำนองเดียวกันกล่าวคือพวกจำเลยที่ถูกฟ้องคดีทั้งหมดได้เข้าไปรับจ้างหักข้าวโพดในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาเเดง ในพื้นที่ประมาณ ๙ ไร่ ๔๖ ตารางวา และคดีถึงที่สุดแล้ว

ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯได้ยื่นเป็นโจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งอีกครั้งต่อศาลหล่มสัก กับนางมณีรัตน์ คำเบ้า กับพวกอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้ยื่นฟ้องผู้แทนโดยชอบธรรมของจำเลยซึ่งเป็นเยาวชนทั้งสองเป็นคดีนี้รวมเข้าไปในคดีนี้ด้วยอีก ๓ รายรวมเป็นจำเลยในคดีนี้ทั้งหมด ๑๖ คน โดยอาศัยข้อหาหรือฐานความผิดอาญา บุกรุก แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง อันเป็นการทำลายป่าเเละเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าเพื่อให้รับผิดทางแพ่งในมูลละเมิดด้วย ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อฟ้องเรียกมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้นรวม ๔๗๐,๙๗๘.๗๙ บาท โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ตามที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนได้นำเสนอข่าวไป เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมาแล้วนั้น

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการที่โจทก์ ซึ่งเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฯ ยื่นฟ้องโดยใช้วิธีจากหลักเกณฑ์การคำนวณเป็นไปตามคู่มือการใช้แบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานส่วนวิจัยต้นน้ำ ซึ่งเป็นแบบหลักปฏิบัติในการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการที่ต้องมาใช้ประกอบคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย จาก สูตรคำนวณจากแบบจำลองคดีโลกร้อนที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหลักเกณฑ์ คือ

๑.การทำให้ธาตุอาหารในดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า ๔,๐๖๔บาทต่อไร่ต่อปี 
๒.การทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน ๖๐๐บาทต่อไร่ต่อปี 
๓.การทำให้สูญเสียน้ำออกไปจากพื้นที่ โดยการแผดเผาของดวงอาทิตย์ ๕๒,๘๐๐บาทต่อไร่ต่อปี 
๔.การทำให้ดินสูญหาย ๑,๘๐๐บาทต่อไร่ต่อปี 
5.ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น ๔๕,๔๕๓.๔๕บาทต่อไร่ต่อปี 
6.การทำให้ฝนตกน้อยลง ๕,๔๐๐บาทต่อไร่ต่อปี และ 
7.มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่า ๓ชนิด (ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง)รวมมูลค่าทั้งหมด๑๕๐,๙๔๒.๗๐บาทต่อไร่ต่อปี

ปัจจุบันมาตรการและการคิดค่าเสียหายดังกล่าว ถูกนำไปบังคับใช้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินทับซ้อนกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จากข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๓ ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยระบุว่า มีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของเครือข่ายฯ ถูกดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ๓๔ ราย มูลค่าความเสียหายที่ถูกเรียกร้องสูงถึงกว่า ๑๓ ล้านบาท มีชาวสวนขนาดเล็กหลายรายถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายนับล้านบาทจากการทำประโยชน์ในที่ดินของตัวเองเพียงไม่กี่ไร่

มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นหลายประการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม และการนำแบบจำลองมาบังคับใช้กับเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาการคิดค่าเสียหายจากการทำให้อากาศร้อนมากขึ้นและค่าเสียหายจากการทำให้ฝนตกน้อยลง อันเป็นที่มาของคำว่า “คดีโลกร้อน”

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อโต้แย้งในทางวิชาการอยู่อย่างมากในสูตรการคิดคำนวณ แต่ปัจจุบันกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชยังคงใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านที่ถูกกล่าวหาว่าทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้โดยเฉพาะ

จากในหลายกรณีพิพาทที่ผ่านมา มีคำพิพากษาของศาลให้ชาวบ้านต้องชดใช้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา ๙๗ เเห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมเเละรักษาคุณภาพสิ่งเเวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ จำเลยได้นำสืบหักล้างการนำแบบจำลองฯของโจทก์ที่ได้นำมาใช้คิดคำนวณค่าเสียหายที่ไม่มีความแน่นอนและไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยปราศจากเศรษฐธรรมเพราะพิจารณาจากหลายคดีที่เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายในคดีโลกร้อนที่ผ่านมา มิได้มีการไต่สวนพิสูจน์ถึงความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งอาจจะเกิดจากการรับสารภาพหรือการไม่มีทนายความที่ช่วยเหลือในการต่อสู้คดีศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเสียเอง เมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นมูลค่าของสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงได้

ซึ่งแน่นอนว่าปัญหาเหล่านี้ ได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับประชาชนซึ่งอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมตามรายละเอียดแบบจำลองที่ได้มีการจัดทำขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าต้องคิดเพื่อวิเคราะห์และติดตามเป็นอย่างยิ่งว่า ในทางพิจารณาคดีของศาลจังหวัดหล่มสัก ซึ่งจะมีคำพิพากษาในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกาที่จะถึงนี้ คดีโลกร้อนจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านห้วยกนทา จะออกมาในรูปแบใด จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่อย่างไร

ที่มา : https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=701825753318636&id=575398222628057&substory_index=0


โพสเมื่อ : 09 ก.พ. 2560

เป็นสื่อพลเมืองเพื่อชุมชน ของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน คปอ. เพื่อเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย : นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ : ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

บรรณาธิการ : นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

กองบรรณาธิการ : สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง : 501 หมู่ 8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180

e - mail yuthsiburi@hotmail.com  โทร 086 978 5629