เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     กฏหมายสิทธิมนุษยชน
เวทีเสวนาวิเคราะห์ “กฎหมาย อำนาจ(ดุยลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว (อ่าน 789 )

Facebook  

เวทีเสวนาวิเคราะห์ “กฎหมาย อำนาจ(ดุยลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร” 23 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 – 16.30 ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงค์ อาคารอเนกประสงค์ 

สถานการณ์การต่อสู้ของชาวบ้านในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการในชั้นศาล ยังเป็นความบกพร่องในระดับชั้นบุคลากรผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมาย(ผู้พิพากษา/ตุลาการ)ที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงกับสถานภาพทางสังคม ณ ปัจจุบัน เป็นความบกพร่องที่ไม่อาจปฏิเสธภาระในความรับผิดของการปฏิบัติตามหน้าที่ของบุคลากรผู้มีหน้าที่และสถาบันต้นสังกัดได้ ซึ่งการสร้างเสริมประสบการณ์ทักษะที่รอบด้านของผู้มีหน้าที่ที่จะต้องรับภาระหน้าที่ในการพิจารณาจำกัดอิสระภาพของมนุษย์ ย่อมต้องมีทักษะที่มากหรือดีพอที่จะทำหน้าที่พิจารณาสิทธิอิสระภาพของมนุษย์ที่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบันหรือ/และการเปลี่ยนแปลงในบริบททางสังคม ฉะนั้นทักษะความรอบรู้และเข้าใจในบริบททางสังคมบวกกับทักษะความเชี่ยวชาญ(ที่ไม่ใช่แค่จำหลักเกณฑ์ ตรงตามธงคำตอบเท่านั้น คงหมายถึงแตกฉานในวิชาการ)ในสายวิชาชีพของการปฏิบัติในภาระหน้าที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของการปฏิบัติภาระในหน้าที่ที่เกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมความสมดุลของสังคม

การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนของกรณีการปล่อยตัวชั่วคราว(การประกันตัว) หากจะอธิบายด้วยหลักสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 4,5 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ย่อมได้รับความคุ้มครองเสมอกัน มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาตรา 27 สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง ผูกพันศาล มาตรา 39 วรรคสาม ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใด ได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ มาตรา 41 (7) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิ..โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ..และการได้รับปล่อยตัวชั่วคราว  สิทธิตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ต้องนำมาประกอบเพื่อพิจารณาในเงื่อนไขแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว มาตรา 108 เช่นความหนักเบาแห่งข้อหา พยานหลักฐาน พฤติการณ์ต่างๆแห่งคดี ความน่าเชื่อถือผู้ร้องขอและหลักประกัน ภยันตรายหรือความเสียหายจากการปล่อย คำคัดค้าน ซึ่งเงื่อนไขถูกบัญญัติให้ต้องดำเนินการพิจารณาโดยเร็ว แต่หากกรณีมีเงื่อนไขพิเศษบ่งบอกถึงสถานะอันอาจไม่ปกติ อันอาจเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายมาตรา 108/1 ของการสั่งไม่ปล่อยจำต้องมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่งเช่น หลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน จะไปก่อเหตุอันตราย หลักประกันไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดีในศาลที่อาจต้องพิจารณา

แต่โดยเนื้อแท้แห่งเงื่อนไขพิเศษนี้ย่อมต้องถูกพิจารณาอย่างเคร่งครัด ที่จะนำมาพิจารณาเพื่อจำกัดหรือลดทอนสิทธิอิสระโดยพื้นฐานข้างต้น

ฉะนั้นประเด็นนี้จะมักถูกโยงว่าด้วยอำนาจในหน้าที่ของผู้พิจารณาว่าจะมีและใช้ดุลยพินิจ(ในข้อเท็จจริง)อย่างไรในการพิจารณาเพื่อประกอบในการมีคำสั่ง แต่สังคมส่วนใหญ่มักถกเถียงกันเฉพาะว่าดุลยพินิจควรจะมีเพียงใด ควรมีหรือไม่ ซึ่งยังคงถกเถียงไม่จบ ด้วยบทสรุปที่ว่าฝ่ายผู้ใช้อำนาจยังปรากฎความหวงแหนของการมีและใช้หน้าที่ในอำนาจนั้น กับผู้ที่อยากจะควบคุมพฤติกรรมหน้าที่ในการใช้อำนาจ แต่ที่ยังไม่ปรากฎว่ามีการถกเถียงในรายละเอียดของภาระหน้าที่ในอำนาจกันมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ต้องนำมาถกเถียงพูดคุยเพื่อให้เกิดกระบวนการที่เป็นธรรมของการปฏิบัติในภาระหน้าที่ของผู้พิพากษาในระดับชั้นต่างๆคือ มีการใช้อำนาจในสถานการณ์บางอย่างที่ไม่เหมาะสม หรือสถานการณ์บางอย่างไม่ปฏิบัติในภาระหน้าที่ตามอำนาจ หรือสถานการณ์บางอย่างจำต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามภาระในอำนาจแต่ไม่ปฏิบัติในภาระหน้าที่ โดยโยนภาระหน้าที่ไปให้ระดับชั้นของผู้มีอำนาจในระดับชั้นที่สูงกว่าเป็นผู้พิจารณาแทน หรือกล่าวให้ชัดเจนการมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในระดับเบื้องต้นศาลชั้นต้นมีภาระหน้าที่ในอำนาจตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 106 (4)ที่จะต้องมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ในทันทีเพื่อรักษาดุลยภาพของสถานะอิสระของบุคคลตามกฎหมาย เพื่อลดการถูกริดรอนในสิทธิอิสระ เสรีภาพในเบื้องต้นและดำรงความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ แต่การหลีกเลียงของการทำหน้าที่ในอำนาจ โดยเป็นความบกพร่องในช่องว่างแห่งกฎหมาย ทำให้เกิดความบกพร่องในอิสระแห่งสิทธิของบุคคลไปชั่วขณะหนึ่ง จึงส่งผลต่อสิทธิอิสระโดยปกติของบุคคล

ซึ่งอาจถูกกล่าวได้ว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุแห่งการกระทบสิทธิอิสระของบุคคลโดยไม่มีเหตุอันควร แม้บทบัญญัติแห่งกฎหมายจะมิได้บัญญัติให้มีการกล่าวแสดงเหตุผลแห่งการไม่ปฏิบัติในภาระหน้าที่นั้น ฉะนั้นสังคมจึงควรตั้งข้อสงสัยหรือข้อสันนิษฐานถึงพฤติการณ์แห่งบทบัญญัติกฎหมายมาตรานี้ว่าเป็นการริดรอนสิทธิในเสรีภาพเกินความจำเป็นหรือเกิดความเหมาะสม และไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และกรณีของการวินิจฉัยในหลักพื้นฐานของการปล่อยชั่วคราว โดยนำหลักแห่งกรณีพิเศษเข้ามาประกอบการวินิจฉัย แต่หาได้ถูกนำเหตุแห่งกรณีพิเศษมาวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มาตรา 108/1 ระบุว่า “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง..”

 ซึ่ง 1 ใน 5 ข้อ คือ”จะหลบหนี” และด้วยสถานะคดีความของชาวบ้านหรือคดีคนจน มักจะถูกเงื่อนไขเหตุแห่งการอ้างจะหลบหนี เป็นเงื่อนไขไม่สั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยมักไม่ปรากฎการต้องแสดงเหตุผลตามเงื่อนไขของบทบัญญัติดังกล่าวของวรรคสองในคำสั่ง หรือมีการคาดการณ์ในความนึกคิดของผู้พิจารณาว่า”น่าจะ”หรือ”กลัวว่าอาจจะหลบหนี” จากการวินิจฉัยในประเด็นของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีเงื่อนไขต้องห้ามฎีกาในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง(ป.วิอาญา มาตรา 218) ที่ยังไม่มีการรับรองอนุญาตให้ฎีกา โดยนำเอามาเป็นเหตุแห่งการไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว(กรณีคำสั่งศาลฎีกาชาวบ้านทุ่งลุยลาย ซึ่งยังมีความเห็นในลักษณะนี้ของชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือ) ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นการลดคุณค่าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมหรือกลุ่มคนชายขอบที่ไม่อาจถูกสร้างความเชื่อมั่นในคุณค่าศักดิ์ศรีแห่งเป็นมนุษย์ได้
นอกจากเงื่อนไขในกระบวนการสิทธิอิสระภาพในเบื้องต้นแล้ว เงื่อนไขแห่งกระบวนการต่อสู้ที่ถูกระบุด้วยเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่ว่าด้วยอัตราโทษที่ลงแก่จำเลยหากไม่เกินกำหนดสองปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อห้ามที่มิอาจฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาได้(ป.วิอาญา มาตรา 218,219) แม้จะมีเงื่อนไขของมาตรา 221 ที่สามารถขอคำรับรองอนุญาตให้ฎีกาจากผู้พิพากษาผู้ร่วมทำการพิจารณาหรือผู้ลงชื่อในคำพิพากษาทั้งในศาลชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ หรืออธิบดีกรมอัยการ จึงทำให้สิทธิอิสระภาพในเบื้องต้นต้องผูกติดอยู่กับเงื่อนไขแห่งข้อบังคับทางกฎหมายในชั้นฎีกาว่าเข้าเงื่อนไขแห่งการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อเท็จจริงมีความสำคัญจำเป็นที่บ่งบอกสถานภาพแห่งเจตนาในเหตุแห่งการกระทำ หรือพฤติการณ์ของการกระทำ และมูลเหตุแห่งการกระทำ โดยนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าข้อกฎหมายหรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าเป็นการกระทำผิดในสาระแห่งกฎหมายเพียงใดหรือไม่ แต่ด้วยสภาพปัญหาในที่ดินป่าไม้ที่เงื่อนไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในความเป็นจริงหรือข้อเท็จจริง จึงมักกล่าวอ้างถึงการกระทำผิดของชุมชนชาวบ้านต่างๆที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางธรรมชาติป่าไม้ ดังนั้นพฤติการณ์แห่งรับฟังด้วยทัศนคติในมิติของการไม่มีสิทธิกล่าวแย่งชิงสิทธิกับรัฐ จึงสามารถพิพากษาลงโทษได้ทุกกรณีไป แต่หากพฤติการณ์แห่งทัศนคติที่มองสิทธิโดยปกติทางธรรมชาติของชุมชน ย่อมอาจมีคำวินิจฉัยถึงบทบัญญัติแห่งกฏหมายที่ไม่สอดคล้องในบทบัญญัติแห่งสาระในข้อเท็จจริงได้ ฉะนั้นเงื่อนไขของการจำกัดกระบวนการต่อสู้ในสิทธิของการกำหนดเจตน์จำนงแห่งตนที่มีอยู่และพัฒนาเพื่อมีชีวิตที่อยู่รอดและดีขึ้น จึงไม่อาจสร้างเงื่อนไขทางกฎหมายมาจำกัดสิทธิมนุษยชนกระบวนการต่อสู้ในด้านนี้ได้

วัตถุประสงค์ของการจัดเวที

คณะผู้จัดจึงอยากตั้งคำถามหรือกำหนดโจทย์เพื่อให้เวทีทางวิชาการนี้ มุ่งเข้าไปถกเถียง วิเคราะห์วิพากษ์ เพื่อพัฒนาปรับปรุงบทบัญญัติแห่งกฎหมายและภาระหน้าที่ของผู้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

1. ดุลยพินิจในการสั่งตามมาตรา 106 (4)วรรคสอง “ในกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวให้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต มิฉะนั้นให้รีบส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพื่อสั่ง แล้วแต่กรณี” ควรหรือจำต้องมีเหตุผลหรือเงื่อนไขอันมิอาจสั่งได้ของศาลชั้นต้น หรือไม่อย่างไร
2. คำวินิจฉัยสั่งไม่ปล่อยชั่วคราวโดยนำเงื่อนไขพิเศษในมาตรา 108/1 “การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ต่อเมื่อเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง..” มาพิจารณาเป็นประเด็นหลัก แต่หาได้พิจารณาอย่างเคร่งครัดไม่ และแม้ตามวรรคสองบทบัญญัติดังกล่าวจะปรากฎข้อบังคับแห่งกฎหมายที่ต้องแสดงเหตุผล แต่การระบุเพียงเกรงว่าอาจจะหลบหนี โดยไม่มีการแสดงเหตุประกอบเหตุแห่งการเชื่อเช่นนั้นว่ามีอย่างไร หรือเพียงแต่แสดงเหตุในความน่าเชื่อจากภาวะในความนึกคิดในความกังวลเฉพาะตัว จะเป็นเหตุผลเพียงพอตามเงื่อนไขที่เคร่งครัดบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ เช่นตัวอย่างชาวบ้านจังหวัดชัยภูมิ ศาลฎีกาสั่งว่า “คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.. ยังไม่รับอนุญาตให้ฎีกาและยังไม่ยื่นฎีกา มีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยตัว.. อาจจะหลบหนี จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” 
3. ข้อจำกัดแห่งการต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไม่เกินสองปี และศาลอุทธรณ์ยืนตามหรือลงโทษไม่เกินกำหนดสองปี เป็นการริดรอนสิทธิในการกระบวนการต่อสู้ในสิทธิของการกำหนดเจตน์จำนงแห่งการดำรงวิถีชีวิตหรือไม่ 
4. สมควรนำมาพัฒนาปรับปรุงเงื่อนไขในบทบัญญัติต่างๆที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ 
สิ่งที่คาดหมายว่าจะได้จากเวทีเสวนา

เพื่อช่วยกำหนดทัศนคติของผู้พิจารณาตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่จำต้องนำบริบททางสังคมเข้ามาพิจารณาประกอบในการออกคำสั่งต่างๆ ที่ไปกระทบสิทธิมนุษยชนและเป็นการปกป้อง ส่งเสริมคุ้มครองศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์อย่างแท้จริง ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ที่รอบด้านแก่กระบวนการยุติธรรมไทย และช่วยทำให้เกิดการศึกษาพัฒนากฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการขับเคลื่อนการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม
กลุ่มเป้าหมาย

1) ภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่มีโอกาสในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จำนวน 170 คน
2) นักวิชาการ นักกฎหมาย ทนายความ อัยการ และผู้พิพากษา/ตุลาการ  10  คน
3) องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ 10  คน
4) นักศึกษาหรือผู้สนใจทั่วไป 10 คน
รวม  200  คน
องค์กรร่วมจัด
1) อนุกรรมการด้านที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
2) องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย
3) เครือข่ายผู้หญิงปกป้องสิทธิที่ดินและเกษตรยั่งยืนเทือกเขาเพชรบูรณ์
4) ศูนย์ศึกษาและพัฒนานักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน
5) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)


                                                                          กำหนดการ
             เวทีเสวนาวิเคราะห์ “กฎหมาย อำนาจ(ดุยลพินิจ)ในการมีคำสั่งที่ว่าด้วยการปล่อยตัว 
                                         สอดคล้องกับแนวคิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร”
                           23 พฤษภาคม 2556 เวลา 13.00 – 16.30
    ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงค์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
13.00– 13.15 น. ลงทะเบียน  
13.15 – 13.25 น.          ชมวิดีทัศน์ “กรณีผู้ได้รับผลกระทบคดีป่าไม้ ที่ดิน”
13.25 – 13.40 น. กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานเวทีเสวนา โดย คุณสมนึก ตุ้มสุภาพ 
ผู้แทนองค์กรร่วมจัด
13.40 – 14.00 น. ปาฐกถา เรื่อง “สิทธิมนุษยชนในช่องทางออกของอำนาจในดุลยพินิจสั่งประกันตัว” โดยศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร  ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
14.00 – 16.30 น. สังเคราะห์ กฎหมายและบทบาทผู้ทำหน้าที่พิจารณา(ผู้พิพากษา) สั่งให้ประกันตัว (ตาม ป.วิอาญา มาตรา 106(4) วรรคสอง, 108,108/1) โดย
                         - รศ.ประธาน  วัฒนวาณิชย์    นักวิชาการด้านกฎหมาย
-  ผู้แทนสำนักประธานศาลฎีกา
-   คุณสุนี  ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
                   - ผู้แทนสภาทนายความ
ผู้ดำเนินรายการ : คุณนัยนา สุภาพึ่ง  ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร

โพสเมื่อ : 24 พ.ค. 2556

เป็นสื่อพลเมืองเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

บรรณาธิการ: นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย: นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ: ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

กองบรรณาธิการ: สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง: 501 ม.8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
email. yuthsiburi@hotmail.com โทร 086 978 5629