เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     จับตาปัญหาที่ดิน
เราเรียนรู้อะไรจากแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ (อ่าน 1063 )

Facebook  

เราเรียนรู้อะไรจากแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ[1] กับ

ข้อเสนอ[2] และข้อคิดเห็นของภาคประชาสังคม[3]

          ความวุ่นวายทางการเมืองช่วงปลายปี 2556 – 2557 ก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เมื่อประชาชนทั้งประเทศได้กลายเป็นฝักเป็นฝ่ายทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความสงบสุขของประชาชนถูกกระทบกระเทือน รัฐบาลในเวลานั้นไม่สามารถดำเนินการให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย และสภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การ รัฐประหาร โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำสูงสุดฝ่ายทหารเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) หลังจากมีการประกาศกฎอัยการศึก[4] ในเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และการเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 22 พ.ค.2557 [5]

          ดังนั้นการบริหารจัดการประเทศภายใต้กฎหมายที่เรียกว่า กฎอัยการศึก ยังคงต้องได้รับการยอมรับในอำนาจ แม้อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่บ้างโดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกิน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยหยิบขึ้นเป็นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนตามคำสั่ง คสช.ที่  64/2557[6] และ66/2557[7] อาจเพราะเป็นประเด็นที่แก้ไม่เสร็จสิ้นตั้งแต่อดีตกว่า 30ปี จนกระทั่งปัจจุบัน คสช.จึงออกคำสั่งดังกล่าวเพื่อจัดการกับปัญหาของป่าไม้ของประเทศซึ่งลดลงอย่างรวดเร็ว และพบว่านอกจากชาวนาชาวไร่แล้วยังมีนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการตัดไม้ทำลายป่า โดยคาดหวังว่า ปัญหาและป่าไม้จะสามารถแก้ไขได้อย่างน้อยร้อยละ 40 ใน 10 ปี

          สิ่งที่ตามหลังคำสั่งทั้งสอง คือ แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้,การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ของ คสช. โดยให้หน่วยงานคือกองกำลังรักษาความมั่นคง หรือ ก.อ.ร.ม.น. และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก หน่วยงานภาครัฐได้มีนโยบายทวงคืนผืนป่าอย่างเข้มข้น ส่งผลให้เกิดการเข้าไล่รื้อที่อยู่ของชาวบ้านเขตป่าไม้ ที่เคยได้รับอนุญาต หรือที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือก่อนการประกาศเขตป่าฯ มาแต่สมัยบรรพบุรุษ รวมทั้งจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านทั่วทุกภาคอย่างต่อเนื่อง

จากแผนปฎิบัติการดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาและส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคอีสาน จนทำให้ภาคเอกชนโดยองค์กรพัฒนาต่างๆต้องร่วมกันจัดเวทีแสดงความคิดเห็น เมื่อพบว่า 9 จังหวัดในภาคอีสาน ที่อาศัยทำกินอยู่บริเวณเขตรอยต่อของภาค เช่นเทือกเขาภูพาน เทือกเขาเพชรบูรณ์ และเทือกเขาพนมดงเล็ก นอกจากผลกระทบในพื้นที่ป่า ยังมีกรณีพื้นที่สาธารณะประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติการของรัฐที่นำแผนแม่บทดังกล่าวมาใช้ เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร และชัยภูมิเป็นต้น[8]

          และแน่นอนว่าเวทีเหล่านี้ล้วนวิพากษ์แผนแม่บทป่าไม้ดังกล่าวในเชิงคัดค้านแผนแม่บทดังกล่าว เช่น ที่ศาลาบ้านดินชุมชนบ่อแก้ว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เพื่อร่วมกันจัดทำร่างข้อเสนอแผนจัดการทรัพยากรชุมชนให้ชาวบ้านได้นำไปปรับใช้แทนแผนแม่บทป่าไม้ เป็นต้น[9] และยังดำเนินการต่อสู้โดยการเข้าพบและยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนถึงปัจจุบัน (20 กุมภาพันธ์ 2557) [10]

          เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ปรากฏเอกสารข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน   โดยอ้างหลักฐานการร้องเรียนจากมิถุนายน 2557 ถึงเดือนกันยายน 2557 ตามข้อเท็จจริงที่ได้รับ 18 คำร้อง โดยพบว่าการปฏิบัติการตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  กสม.จึงมีความเห็นหลายประการ และหนึ่งในนั้นคือ เห็นว่ากระบวนการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ฯตลอดจนกระบวนการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่นภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยเฉพาะจากราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากแผนแม่บทดังกล่าว

          นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการปฏิบัติการที่ผ่านมาตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทของปัญหาต่างกัน เช่นประวัติความเป็นมา ประเพณี วัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน เป็นต้น หรือปัญหาการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องทำงานกันภายใต้แผนแม่บท ไม่ต่ำกว่า 25 หน่วยงาน ทั้งนี้ไม่ว่าในระดับนโยบายหรือระดับปฏิบัติการ เช่น ทางใต้พบว่า มีการไล่รื้อชุมชน การจับกุมดำเนินคดี-ตัดต้นยางพารา ตลอดจนทำลายทรัพย์สินของชาวบ้าน ทั้งที่หน่วยงานทีมีหน้าที่โดยตรงตามแผนแม่บทฯอย่างกรมอุทยานแห่งชาติยังจัดทำแผนปฏิบัติการไม่แล้วเสร็จ ซึ่ง กสม.เห็นว่าภาครัฐที่มีหน้าที่ตามแผนแม่บทฯควรจะคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการปฏิบัติภารกิจด้วย

          ในที่สุด กสม.สรุปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทฯ ควรชะลอการปฏิบัติการและให้เริ่มต้นกระบวนการให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจในแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

                เมื่อยังไม่ดูเนื้อในของแผนแม่บทฯ เราก็อาจจะคิดว่า แผนแม่บทฯเป็นเพียงอาหารสำเร็จรูปที่ถูกเสนอมาให้ โดยไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากการเริ่มต้นที่เกิดจากอำนาจของผู้มีอำนาจสูงสุดของประเทศในภาวะกฎอัยการศึก ทั้งที่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ หากเรายอมรับความจริงของสังคมไทย

          มาดูกันว่า ภาคประชาสังคมอย่าง “กลุ่มศึกษาปัญหาที่ดินป่าไม้”วิพากษ์แผนแม่บทอย่างไรบ้าง[11]

          แม้ว่าหน่วยงานที่จัดทำแผนแม่บทฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องข้อมูลทุกเรื่องของประเทศไทย จะได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางๆ เช่น ปัญหาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศคงเหลือ 102.1 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ของประเทศและเกิดขึ้นเนื่องจากการบุกรุกขยายพื้นที่ทำการเกษตร การบุกรุกจับจองพื้นที่ของนายทุน การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ การขาดจิตสำนึกสาธารณะและการบริหารจัดการของหน่วยงานที่ขาดประสิทธิภาพ[12] แต่เมื่อเราพิจารณากฎหมายฉบับอื่นๆ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 เป็นต้น ก็จะพบว่ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินป่าไม้อย่างน้อย 2 กระทรวง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบในพระราชบัญญัติสองฉบับแรก ส่วนฉบับสุดท้ายอยู่ในการรักษาการตาม พรบ. ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ในขณะที่บทสรุปของกสม.ในเรื่องนี้คือ มีหน่วยงานต่างของภาครัฐเกี่ยวข้องกับภารกิจนี้มากกว่า 25 หน่วยงาน[13] ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับการบริหารงาน โดยเฉพาะการบริหารงานของภาครัฐที่จะต้องมีการคาบเกี่ยวกันไปมาระหว่างหน่วยงาน ซึ่งในกฎหมายหลายฉบับก็ได้มีการบัญญัติไว้บ้าง แต่ปัญหาคือแผนปฏิบัติการที่จะต้องทำงานร่วมกันระหว่างของหลายหน่วยงานที่จะต้องร่วมกันไปบรรลุเป้าหมายอยู่ที่ไหน มีรูปลักษณ์อย่างไร จึงไม่แปลกที่ไม่ค่อยมีเรื่องสัมฤทธิ์ผลปรากฏให้ชื่นชม และนี่อาจเป็นหัวใจที่ทำให้เกิดคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ที่สั่งให้หน่วยงานพิเศษอย่างกองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในราชอาณาจักรเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเพิ่มเติม[14] อย่างไรก็ตามกลุ่มศึกษาปัญหาที่ดินป่าไม้ก็มีความเห็นสอดรับกับข้อเสนอของกสม.

          “หากวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุแห่งความขัดแย้ง จะพบว่า กรอบความคิด และแนวปฏิบัติของรัฐมุ่งผูกขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไว้ที่หน่วยงานรัฐเพียงส่วนเดียว รวมทั้งทัศนะในการมองปัญหาว่าการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ในประเทศเกิดจากการบุกรุกของราษฎร ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นศัตรูและไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่กับป่า หรือมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้”[15]

          คำถามคือ หากเป็นเช่นที่ทั้งสององค์กรเห็นพ้องกัน คือการขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยเฉพาะประชาชนเจ้าของเรื่อง หรือประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย แล้วการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ตลอดจนการขาดที่ทำกินของประชาชนจะเดินไปทางไหน ฤาว่าทั้งสองเรื่อง มิใช่เรื่องเดียวกัน?

          อนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ส่วนที่ 12 มีสิทธิที่เรียกว่า สิทธิชุมชน  2 มาตราคือมาตรา 66 และ 67 มีใจความว่า ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม มีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และอื่นๆอย่างสมดุลและยั่งยืน ตลอดจนประชาชนยังมีสิทธิในการร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา หรือได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสิทธิได้รับการคุ้มครองมีสิทธิคัดค้านโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในด้านต่างๆ และการจัดตั้งโครงการเหล่านี้จะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย ให้ฟังความเห็นขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพเสียก่อน และมีสิทธิฟ้องหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้ทำงานตามหน้าที่ดังกล่าว

          อาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป หากจะคิดว่าแผนแม่บทฯเริ่มต้นก็กลายเป็นบ้องกัญชาไปเสียแล้ว เมื่อประชาชนก็คัดค้านเพราะส่งผลกระทบให้ต้องถูกไล่ ถูกรื้อ ออกจากที่ทำกิน พันธมิตรอย่างภาคประชาสังคมก็เปิดเวทีวิพากษ์ ส่วนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างกสม.ก็เห็นว่าควรจะชะลอการเริ่มใช้แผนแม่บท เพราะกระบวนการจัดทำแผนค่อนข้างโดดเดี่ยว(ทำกันเพียงสองหน่วยงาน) ที่สำคัญยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการตามแผนแม่บท กล่าวให้ถูกต้องคือเป็นผู้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนจำนวนราวสี่แสนหกหมื่นครัวเรือน ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้กว่าแปดแสนไร่(ข้อมูลจากแผนแม่บทดังกล่าว)

          ผู้เขียนกลับคิดตรงกันข้ามว่า น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการแก้ปัญหาเรื่องป่าไม้ไปพร้อมกับการไม่มีที่ดินทำกิน เรียกตามยุคสมัยก็คือ 2 in 1 โดยเฉพาะในยุคที่ผู้นำจากอำนาจพิเศษได้มองเห็นและเข้าใจปัญหาและพยายามหาทางแก้ปัญหาดังกล่าวตามแนวที่เป็นมา เพียงแต่การรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งผู้ที่รับผลกระทบหรือผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าทางใดๆ ล้วนมีความสำคัญไม่ต่างกันกับการยอมรับความจริงหรือข้อเท็จจริงในสังคม คิดแล้วก็อยากให้สิบปีข้างหน้ามาถึงในวันพรุ่งนี้ เพราะอยากเห็นป่าไม้ในประเทศอันเป็นที่รักเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 40[16]


[1] ชื่อเต็มคือแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2557

[2] ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2557เสนอต่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีกรณีร้องเรียน จากจดหมายข่าว เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ปีที่ 5 ฉบับที่ 5 ประจำเดือน ก.ย.-ต.ค. 2557 หน้า 14 (อนึ่ง ไม่ปรากฏวันเดือนปีของการออกข้อเสนอของกสม. แต่เข้าใจว่า น่าจะเป็นเดือนตุลาคม 2557-ผู้เขียน)

[3] กลุ่มศึกษาปัญหาที่ดินป่าไม้ จากhttp://www.prachatai.com/journal/2014/08/55272

[4] พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ...เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใดให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้น ซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพัน หรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด(มาตรา ๔)  เมื่อเวลามีเหตุอันจำเป็นเพื่อรักษาความเรียบร้อยปราศจากภัย ซึ่งจะมาจากภายนอกหรือ ภายในราชอาณาจักรแล้ว จะได้มีประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้กฎอัยการศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา หรือข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งของมาตรา.....(มาตรา 2)

[5] https://www.facebook.com/INSIDENEWS2014/posts/238479886346752โพสเมื่อ : 02 มี.ค. 2558


เป็นสื่อพลเมืองเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

บรรณาธิการ: นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย: นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ: ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

กองบรรณาธิการ: สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง: 501 ม.8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
email. yuthsiburi@hotmail.com โทร 086 978 5629