เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     จับตาปัญหาที่ดิน
ประชุมวิชาการเครือข่ายสันติศึกษา “การมีส่วนร่วมของประชาชนในแผนแม่บททรัพยากรป่าไม้ 2557″ (อ่าน 322 )

Facebook  

ประชุมวิชาการเครือข่ายสันติศึกษา “การมีส่วนร่วมของประชาชนในแผนแม่บททรัพยากรป่าไม้ 2557″

ณ ห้องประชุมจุมภฎพันธ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรนี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย เครือข่ายสันติวิธีร่วมกับคณะทำงานขับเคลื่อนกฎหมาย 4 ฉบับ

หลักจากการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งาติ(คสช.) รัฐบาลซึ่งนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ได้จัดทำแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินรัฐ และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2557 ขึ้นเพื่อใช้เป็น”ยุทธศาสตร์ในการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติและจัดทำแผนแม่บท กำหนดเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุผล ในการพิทักษ์รักษาป่าไม้ให้สมบรูณ์อย่างน้อย 40% ของพื้นที่ประเทศ ภายใน 10 ปี
โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ

1.เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า และทวงคืนผืนป่าจากผู้บุกรุก ครอบครอง ให้ได้ตามที่เป้าหมายกำหนดภายใน 1 ปี

2.เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และยั่งยืน ภายใน 2 ปี

3.เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ป่าเป้าหมายทั่วทั้งประเทศให้มีสภาพที่สมบูรณ์ ภายใน 2-10 ปี

การจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวดำเนินการในห้วงที่ คสช. มีคำสั่งที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่งที่ 66/2557 เรื่องเพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม และหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ดำเนินการมาถึง 4 เดือน(มิถุนายน-กันยายน) ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาได้ 501 ราย และยึดคืนพื้นที่ได้ 34,505 ไร่ ในพื้นที่ 68 จังหวัดทั่วประเทศ

ในงานเสวนามีวิทยากรมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งหมด 4 ท่าน

1.นายดำรง พิเดช หัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการเมือง
2.นายประยงค์ ดอกลำไย คณะทำงานรณรงค์กฎหมาย 4 ฉบับ
3.นายเหมราช ลบหนองบัว เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
4.รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายดำรง พิเดช กล่าวว่า ปัญหาหลักคือการเปลี่ยนมือของที่ดินจากชาวบ้านไปสู่มือของนายทุน จากที่ดิน สปก.กว่า 30 ล้านไร่ ปัจจุบันตกไปอยู่ในมือของนายทุน 10 ล้านไร่ แต่กลับไม่มีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งเกิดจากชาวบ้านที่ยากจนต้องจำใจนำที่ดินไปจำนำกับนายทุนซึ่งจ้องจะฮุบที่ดินของชาวบ้านอยู่แล้ว ทั้งที่ตามเอกสารสิทธิ์เหล่านี้ไม่สามารถทำการขายสิทธิ์หรือจำนองได้แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับปล่อยปะละเลย ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ป่าในปัจจุบันทำได้ยากกว่าแต่ก่อน เนื่องจากสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป ภูเขาก็มีเจ้าของ การปลูกป่าทำได้แต่ในพื้นที่ดินเสื่อมโทรมที่ต้นไม้เติบโตได้ยาก

นายดำรง กล่าวว่า ปัญหาคือป่ากำลังจะหมดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ภาคใต้ร้อยละ 90 เป็นป่ายางกับสวนปาล์มน้ำมัน จะมีที่อยู่ในมือคนจนจริงๆ น้อยมาก แนวทางการต่อสู้จึงจำเป็นต้องมุ่งทำให้คนจนเป็นผู้ถือครองทำกินในที่ดินและป้องกันไม่ให้เอกสารสิทธิ์หรือการครอบครองถูกเปลี่ยนมือ โดยเฉพาะการใช้แนวทางการออกกรรมสิทธิ์รวมหมู่ เช่น โฉนดชุมชน เข้ามาจัดสรรที่ดิน และต้องไม่มีการใช้วิธีการแบบที่ดิน สปก. ซึ่งยุคนี้น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากข้าราชการอย่างพร้อมเพรียงซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้จากฝ่ายการเมือง ในการนำที่ดิน สปก.เอามาจัดสรรใหม่ และควรจัดทำการสำรวจที่ดินให้เสร็จสิ้นก่อนภายใน 1 ปี เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งภาคประชาชนจะต้องเร่งขอให้รัฐเร่งจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ถือครองที่ดินอยู่เป็นจำนวนมากในภูมิภาคต่างๆ สำหรับแผนแม่บทฉบับนี้เห็นว่าน่าจะนำไปลองใช้เพื่อแก้ปัญหาแต่หากพบว่าส่งผลกระทบหรือเป็นปัญหากับชาวบ้านก็สามารถค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ต่อไปได้

นายประยง ดอกลำไย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 66 ได้ให้สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญและประกาศใช้กฏอัยการศึกแทน จึงต้องอาศัยมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ฉบับที่ 64/2557 ที่มุ่งการปราบปรามหยุดยั้งการทำลายป่า และมีคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 66/2557 ตามมาที่ระบุว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ แต่กลับมีการออกแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ฯ ซึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกับคำสั่ง คสช. เท่ากับการติดกระดุมเม็ดแรกผิดนโยบายที่ตามมาจะผิดตามไปด้วย

“จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นที่มีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านในพื้นที่และมีการยึดที่ดินนั้น เป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐนับแต่อดีต เช่น การส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ การปล่อยให้ธุรกิจอาหารสัตว์รุกไล่ชาวบ้านให้ต้องหันไปทำไร่ข้าวโพด เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ล้วนเป็นนโยบายของรัฐที่ส่งผลให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่าของรัฐเอง อีกทั้งส่งผลให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างคนในป่ากับคนนอกป่า เช่น การสร้างวาทกรรมว่าชาวเขาหรือชาวบ้านเป็นผู้ทำลายป่า” นายประยง กล่าว
นายเหมราช ลบหนองบัว กล่าวว่า เนื่องจากในแผนแม่บทฉบับนี้วิเคราะห์ไว้ชัดเจนถึงสาเหตุของการสูญเสียป่าว่า เป็นผลจากแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน แต่ทำไมกลับไม่มุ่งแก้ปัญหาส่วนนี้ ดังนั้นแล้ววิธีทำให้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นการยึดคืนพื้นที่ แต่ควรส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนวิถีการใช้และครอบครองที่ดิน เช่น กำหนดให้ผู้ถือครองที่ดินทุก 10 ไร่ ต้องแบ่งทำเป็นป่า 3 ไร่ สนับสนุนชาวบ้านให้เปลี่ยนวิถีจากที่ทำไร่ให้ไปทำป่าสวนเกษตร สวนยางไปทำป่ายางสวนผสม เป็นต้น แค่นี้พื้นที่ป่าจะเพิ่มพื้นที่มากขึ้นอย่างยั่งยืน จึงต้องการเสนอให้มีการปรับแผนแม่บททันที และยับยั้งการจับกุมและดำเนินคดีกับชาวบ้าน รัฐไม่ควรทวงคืนผืนป่าจากประชาชนแต่ต้องให้คนที่อยู่กับป่าช่วยกันเป็นผู้รักษาป่า

รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรใหม่จากที่เคยเกิดขึ้นสมัยรัฐประหารปี 2534 ที่เคยเกิดโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม(คจก.) ที่กำหนดพื้นที่อนุรักษ์ทับที่ชุมชน มีการนำชาวบ้านออกจากพื้นที่และจัดสรรที่ดินให้ใหม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ที่สร้างความเดือนร้อนให้ชาวบ้าน จนในเดือนกรกฏาคม 2535 จึงมีประชาชนนับหมื่นออกมาคัดค้านจนต้องยกเลิกโครงการในที่สุด ซึ่งเป็นผลจากการเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาของชาวบ้านที่ผนวกรวมไว้กับการสร้างประชาธิปไตยไปพร้อมกัน บทเรียนจาก คจก. จึงสะท้อนให้เห็นว่าหากชาวบ้านต้องการเรียกร้องในสิทธิชุมชนของชาวบ้าน ทุกคนควรต้องต่อสู้ในมิติของประชาธิปไตย เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนแม่บทและปัญหาต่างๆ จึงจะให้ได้รับการแก้ไข

จากนั้น ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน รูปแบบคือออกแบบการจัดการกันเองในชุมชน และควรกระจายอำนาจคืนสิทธิให้ชุมชนอย่างแท้จริง
นอกจากยังมี ศ.สุริชัย หวันแก้ว ได้แสดงความเห็นต่อว่า อำนาจรวมศูนย์แบบ คสช. .มีแต่จะสร้างปัญหาเท่า ความเหลื่อมล้ำด้านความเข้าใจระหว่างคนเมืองกับคนชนบทยังต่างกัน รวมไปถึงคดีเรื่องโลกร้อนก็ดำเนินแต่กับชาวบ้านแต่ไม่ดำเนินกับโรงงานอุตสาหกรรม

ที่มา : http://4laws.info/2014/10/29/653/


โพสเมื่อ : 30 ต.ค. 2557

เป็นสื่อพลเมืองเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

บรรณาธิการ: นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย: นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ: ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

กองบรรณาธิการ: สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง: 501 ม.8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
email. yuthsiburi@hotmail.com โทร 086 978 5629