เป็นสื่อพลเมืองที่ผลิตขึ้นโดยชุมชน เพื่อชุมชน และชุมชนเป็นเจ้าของ รวมทั้งเป็นสื่อที่มีความเป็นอิสระทั้งในด้านความคิด สิทธิ และเสรีภาพ ด้วยการเป็นกระบอกเสียง ติดตาม รายงานปัญหาต่างๆ ของผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องต่อสู้กับวิธีคิด และนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน...

 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดิน
  จับตาปัญหาที่ดิน
  กฏหมายสิทธิมนุษยชน
  บทความกฏหมาย
  ข่าวกฏหมายสิทธิมนุษยชน
  ข่าว
  ประชาสัมพันธ์
  บทความ
  กวีลุ่มน้ำเซิน
  ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
  วัฒนธรรมพื้นบ้าน

สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 สถิติการเข้าชม

 เว็บเพื่อนบ้าน
     จับตาปัญหาที่ดิน
การประชุมเชิงปฏิบัติการ อนาคตที่เราต้องการ (อ่าน 1918 )

Facebook  

28 พฤษภาคม 2556   ณ ไบเทค   บางนา  สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะทำงานวาระทางสังคม และภาคีเครือข่าย   ร่วมกับ UNDP  และ ทีม UN ประเทศไทยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ขึ้น   เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับวาระการพัฒนาหลังปี พ.ศ. 2558 จากกลุ่มประชากรชายขอบต่างๆ   ให้เกิดการเชื่อมโยงประเด็นข้ามกลุ่ม   เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมของการพัฒนา  และมองอนาคตที่ต้องการร่วมกัน

ประมาณ 17.00 น. ดร.นฤมล อรุโณทัย นำเสนอข้อมูลภาคสนาม พร้อมแลกเปลี่ยนเรื่อง “อนาคตที่เราต้องการ” ในกลุ่มย่อย  โดยแบ่งผู้เข้าร่วมจากองค์กรต่างๆเป็น 10 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ฟังเสียงสะท้อนจากแต่ละกลุ่ม เพื่อศึกษาและสร้างการเรียนรู้ร่วมกันกับชาวบ้านกรณีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและปัญหาที่อยู่อาศัย เกี่ยวกับผลกระทบ ความเปลี่ยนแปลงและความคาดหวังต่อทิศทางการพัฒนาในปัจจุบันและอนาคต

ในส่วนของ ตัวแทนองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน (คอซ.)อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ผู้เข้าร่วม นายนิด ต่อทุน (ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ) นายประชัน ชำนาญวงศ์ (ชุมชนดงกลาง ต.ดงกลาง) นายเด่น คำแหล้ (ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย) และนายศรายุทธ ฤทธิพิณ ร่วมแลกเปลี่ยน สะท้อนปัญหาการจัดการที่ดินโดยชุมชน โดยนำเสนอทั้งจากข้อมูลที่ร่วมลงพื้นที่วิจัยฯ เมื่อ 2 พ.ค. 56 และเพิ่มเติมในวงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

ความเป็นมาและสถานการณ์ปัญหา กรณีองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

ในยุคแห่งการแสวงโชคที่เสรีภาพในการจับจองที่ดินทำกินยังไม่ถูกเก็บกดปิดกั้นไว้ด้วยอำนาจรัฐ ชาวบ้านได้ทยอยอพยพเข้ามาจับจองที่ดินทำกินในเขตป่า อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กันตั้งแต่ปี 2496 เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลได้ให้สัมปทานป่าไม้หรือชาวบ้านเข้าใจร่วมกันคือ ยุคสัมปทานป่าไม้โรงเลื่อย หลังการจับจองชาวบ้านได้ขอให้ทางกำนันเข้ามาไต่สวนพื้นที่เพื่อออกเอกสารการทำกินให้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าใบ ภบท.5 เอกสารดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันสิทธิ์การทำกินของชาวบ้านบนพื้นที่จับจองที่ชาวบ้านส่วนใหญ่มีไว้เป็นหลักฐาน ในยุคบุกเบิกวิถีชีวิตของชาวบ้านคือการผลิตเพื่อยังชีพ ผสมผสานกับการหาอาหารในเขตป่า มีระบบการทำเหมืองฝายเพื่อจัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันและแบ่งปันที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านไร้ที่ดินที่เข้ามาช่วยทำเหมืองฝาย เหล่านี้ได้สะท้อนความสัมพันธ์ในเชิงเกื้อกูลระหว่างชาวบ้านกับป่าและชาวบ้านด้วยกันเองได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาประเทศที่รัฐบาลรับสมาทานมาจากตะวันตกที่ชี้วัดความเจริญของประเทศด้วยตัวเลขความเติบโตทางเศรษฐกิจ ภาคการเกษตรจึงถูกใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการสร้างรายได้เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมการส่งออก ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 พืชเงินสดได้ไหลทะลักผ่านนายทุนเข้าสู่หมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง เป็นต้นว่าปอ ฝ้าย ที่แพร่ขยายมาจากเมืองเลย ตามมาด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจชนิดหลังได้สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวบ้านอยู่ไม่น้อยต่อเนื่องยาวนาน เพราะชาวบ้านเสียเปรียบนายทุนในแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต ความเสี่ยงจากความผันผวนของฤดูกาล เรื่องราคาที่ไม่สมน้ำสมเนื้อกับต้นทุนที่เสียไป และดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริงหลายเท่าตัว เหล่านี้ส่งผลให้ชาวบ้านต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินและความยากลำบากในการใช้ชีวิตมากขึ้น

นั่นคือความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านต้องเผชิญในระลอกแรก ทว่าการเผชิญกับความไม่เป็นธรรมในละรอกที่สองนั้นได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวบ้านอย่างใหญ่หลวงเพราะชาวบ้านต้องสูญเสียทีดินทำกินอันเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีพไปจากการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามรวมกว่า 2 แสน 9 หมื่นไร่ และประกาศเป็นพื้นที่จำกัดสิทธิชาวบ้านในหลายลักษณะทับซ้อนในเขตป่าสงวนดังกล่าวและพื้นที่อื่นๆในตำบลห้วยยาง ตำบลนาเลา ตำบลทุ่งลุยลายที่ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาผึ่งและสวนป่าโคกยาวขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ตำบลทุ่งพระที่ อ.อ.ป. เข้ามาสัมปทานทำสวนป่าคอนสารปลูกไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์ และตำบลดงกลางที่ประกาศเป็นเขตที่สาธารณประโยชน์ ทับที่ดินทำกินของชาวบ้านเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2516 ผลจากการขยายอำนาจของรัฐเหนือทรัพยากรของชาวบ้านทำให้ชาวบ้านถูกขับไล่ออกจากพื้นที่และกลายเป็นชาวนาชาวไร่ไร้ที่ดินทำกิน ครอบครัวแตกระสานซ่านเซนต้องอพยพหนี้เข้าไปขายแรงงานในเมืองใหญ่ คนที่ไม่ยอมย้ายออกก็ถูกจัดการด้วยวิธีการสารพัดรูปแบบ นับตั้งแต่การข่มขู่ ใช้ความรุนแรงไปจนถึงการฟ้องดำเนินคดี ไม่น้อยทีเดียวที่โดนหน่วยงานราชการหลอกสัญญาว่าจะจัดหาที่ดินทำกินแห่งใหม่ให้เพื่อแลกกับการย้ายออกจากพื้นที่แต่กระทั่งปัจจุบันยังไร้วี่แววที่ดินผืนใหม่ หรือชาวบ้านกลุ่มที่ได้รับการจัดสรรที่ดินให้ใหม่ตามสัญญาแต่เอาไปเอามาพอเข้าไปทำกินกลับเป็นที่ดินทำกินที่มีผู้ทำกินอยู่แล้วซึ่งก็ได้สร้างปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกันเองขึ้นมาอีก ส่วนชาวบ้านที่เหลือที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพราะอยู่นอกอาณาเขตที่กฎหมายบังคับใช้ ที่ดินที่เหลืออยู่ก็ไม่เพียงพอเสียแล้วกับการเลี้ยงดูคนในครอบครัวเพราะเฉลี่ยแล้วมีที่ดินกันเพียงครัวเรือนละ 2-3 ไร่เท่านั้น

แน่นอนว่านี่คือผลพวงจากแนวคิดการประกาศเขตป่าสงวนที่รัฐต้องการสงวนและรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าไม้ เพื่อประโยชน์ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและใช้ประโยชน์จากป่าในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน รัฐจึงได้ผลิตวาทกรรมคนไม่สามารถอยู่กับป่าเพราะคนจะเข้าไปทำลายป่าทำร้ายสัตว์เพื่อแยกชาวบ้านออกจากป่า ซึ่งปฏิบัติการของวาทกรรมดังกล่าวได้มีส่วนช่วยสนับสนุนโครงสร้างอำนาจในการจัดการทรัพยากรของรัฐให้มีความชอบธรรมในการขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดินทำกิน

ถึงกระนั้น ชาวบ้านบางส่วนกลับไม่ได้ทำตัวเป็นเหยื่อที่โรยแรงเพราะได้พยายามต่อสู่เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้บังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การต่อสู้แบบรายบุคคลเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยการปกครองในพื้นที่ หรือการขัดขื่นไม่ยอมโอนอ่อนปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่รัฐ จากนั้นพัฒนาไปสู่การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมในพื้นที่แก้ไขปัญหาด้วยการพึ่งพาผู้นำในท้องที่เช่นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันให้เป็นผู้นำในการรวบรวมในจับจองที่ดินทำกิน ภบท.5 ยื่นผ่านทางอำเภอเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันสิทธิ์ในที่ดินทำกิน โดยหวังว่าทางอำเภอจะเป็นข้อต่อในการนำปัญหาข้อพิพาทของชาวบ้านไปสู่เวทีแก้ไขร่วมกับหน่วยงานระดับสูงต่อไป แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่เพียงช่องทางดังกล่าวจะไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาแต่เอกสารที่ชาวบ้านรวบรวมยื่นไปถูกยึดเอาไว้และเรื่องก็หายเงียบไป ส่งผลให้ปัจจุบันชาวบ้านจำนวนมากไม่มีเอกสารยืนยันการเข้าทำกินก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมายทับที่ดินชาวบ้านซึ่งรัฐอาศัยช่องว่างตรงนี้ใช้เป็นข้ออ้างยืนยันความชอบธรรมในการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่มาโดยตลอด    

สิบห้าปีที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับผลกระทบและเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง 
ชาวบ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหาที่พวกเขาต้องเผชิญนั้นเป็นปัญหาจากการพัฒนาประเทศที่ขาดความสมดุล สร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูงซึ่งพัฒนาสั่งสมมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2500 เกี่ยวโยงอย่างซับซ้อนมาถึงปัจจุบัน เช่น ปัญหาด้านการเกษตรที่ชาวบ้านเสียเปรียบนายทุนมาตลอด กรณีของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า ครัวเรือนของเขาหลังจากถูกขับไล่ออกจากที่ดินทำกินแล้วแต่ก็ยังเหลือที่ดินที่อยู่นอกเขตประกาศอีกประมาณ 2-3 ไร่ ไว้ทำกินครัวเรือนของเขาจึงเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบพันธะสัญญาของเอกชนเพราะมีข้อจำกันในด้านสภาพพื้นที่และเงินทุน การเข้าระบบพันธะสัญญาได้ทำให้ครัวเรือนเสียเปรียบนายทุนแทบทุกด้าน ตั้งแต่ การถูกหักค่าความชื้น ราคาที่ต่ำ การแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทน และดอกเบี้ยเงินกู้ลงทุนที่สูงถึงร้อยละห้าต่อเดือน เหล่านี้ทำให้การเพาะปลูกแทบคาดหวังผลกำไรไม่ได้เลย

“เรารู้อยู่เต็มอกว่านายทุนเค้าบีบเราทุกอย่าง แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเราไม่มีเงินลงทุน เราเลยต้องจำยอมพึ่งพาเขา ยอมทำให้เขากินแม้รู้ทั้งรู้ว่าเสียเปรียบเขา” 
นอกจากปัญหาด้านการเกษตรปัญหาที่ได้สร้างผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงให้กับชาวบ้านมากที่สุดก็คือปัญหาการถูกลิดรอนสิทธิในที่ดินทำกิน ความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านนั้นเชื่อและยืนยันมาโดยตลอดว่าพวกเขาเป็นผู้มี “สิทธิ” ในที่ดินทำกินที่ถูกขับไล่ออกมา พวกเขาใช้ประโยชน์ในการทำกินมาก่อนที่รัฐจะมาประกาศยึดที่ดินไป 
“ในสายตาของชาวบ้านสิทธิในที่ดินนั้นก่อตัวขึ้นมาจากการใช้ประโยชน์เพื่อดำรงชีวิต ไม่ใช่สิทธิแบบการครอบครองจากส่วนกลางโดยรัฐ” 

ฉะนั้น รัฐจึงเป็นผู้มาละเมิดสิทธิของชาวบ้านและกีดกันการเข้าถึงทรัพยากรสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาขับไล่ ข่มขู่คุกคาม และฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายในข้อหาบุกรุก จนเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกินระหว่างชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อยืนยันสิทธิกับหน่วยงานราชการหลายคดี ผลก็คือชาวบ้านถูกจับกุมในหลายพื้นที่ เช่น ชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ จำนวน 31 ราย ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย 10 ราย และ ต.ดงกลาง 28 ราย หลายรายถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญาศาลอุทธรณ์ยืนคำตัดสินตามศาลชั้นต้นและกำลังอยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นศาลฏีกา

ดังตัวอย่างของกรณีชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้เข้ายึดพื้นที่จำนวน 4,401 ไร่ มาทำสวนป่าคอนสารปลูกยูคาลิปตัส พร้อมกับขับไล่ชาวบ้านจำนวน 227 ครอบครัวออกจากพื้นที่ ชาวบ้านบางส่วนต้องระหกระเหินไปขออาศัยอยู่กับญาติ หลายครอบครัวพยามดื้อแพ่งปักหลักทำกินไม่อย่างไม่ย่อท้อ และอีกไม่น้อยที่ครอบครัวต้องแตกสลายกลายสภาพเป็นแรงงานรับจ้างเพราะไม่มีที่ดินหลงเหลือ ดังกรณีของคุณยายสองท่านที่ผู้เขียนได้มีโอกาสลงพื้นที่พูดคุยด้วยหลังการสนทนากลุ่มย่อยแล้วซึ่งได้สะท้อนความอัดอั้นที่อยู่ในใจให้ได้รับรู้อย่างน่าเวทนา

“ครอบครัวแม่พาอพยพมาทำกินที่นี่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ พออายุได้ 14 ปีก็ออกไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ พอกลับมาบ้านช่วงหลังปี 21 ก็มารู้ว่าบ้านตัวเองไม่มีอยู่แล้วพ่อแม่พี่น้องได้แยกย้ายเอาตัวรอดกันไปคนละทิศทาง เลยต้องขออยู่อาศัยกับญาติสามี พอชาวบ้านเค้ารวมตัวกันทวงพื้นที่คืนเลยเข้าร่วมกับเค้ามาตลอดจนกลับเข้ามายึดพื้นที่ดินทำดินเดิมของครอบครัวอยู่อาศัย ทาง อ.อ.ป. ก็มาไล่พวกเราให้ออกไปอีกหลายคนถูกฟ้องเอาความ”  ทำนองเดียวกันกับคุณยายอีกท่านหนึ่งที่โดนไล่ออกมาจากบ้านห้วยโป่ง ต.ทุ่งลุยรายโซซัดโซเซหอบลูกหอบหลานมาขออาศัยอยู่กับญาติพี่น้องใน ต.ทุ่งพระ ก่อนเข้ามาขอแบ่งที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินจากชาวบ้านชุมชนบ่อแก้วที่เข้ามายึดที่ดินทำกินคืนในสวนป่าคอนสาร

“เราไม่มาอยู่ที่นี่เราก็ไม่รู้จะไปอยู่กันตรงไหนแล้ว เรามันคนจนพูดอะไรก็ไม่ได้ ลูกหลานก็ต้องออกปากกัดตีนถีบในกรุงเทพฯ คนที่อยู่ก็มีแต่คนแก่เลี้ยงหลาน คนที่แข็งแรงก็จะออกไปหารับจ้างตามหมู่บ้านใกล้เคียงพอได้เงินมาซื้อข้าวสารกิน”
 
ชาวบ้านเหล่านี้จึงรวมตัวกันต่อสู้เพื่อทวงคืนพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของครอบครัวมาตลอด กระทั่งปี 2547 ชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในนามองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน ยื่นหนังสือเรียกร้องไปตามหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง และชุมนุมเรียกร้องให้ อ.อ.ป.ยกเลิกสวนป่าคอนสารเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินคืนให้กับชาวบ้านผู้เดือดร้อน กระทั่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประชาคมตำบลทุ่งพระ มีมติให้ยกเลิกสวนป่าคอนสาร และนำที่ดินมาจัดสรรให้กับชาวบ้านแต่ อ.อ.ป กลับเมินเฉยที่จะปฏิบัติตาม  ทำให้ในปี 2552 ชาวบ้านได้เข้าไปบุกยึดที่ดินในพื้นที่สวนป่าคอนสาน ประมาณ 96 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน เป็นเหตุให้ ออป.เข้ามาขับไล่และแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติฯกับชาวบ้านรวม 31ราย กระทั่งศาลอุทธรณ์จังหวัดภูเขียว นัดฟังคำพิพากษา ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี เมื่อปี 2554 ยืนตามศาลขั้นต้นว่าชาวบ้านมีความผิดฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติฯ พร้อมมีคำสั่งให้ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วันนับจากมีคำสั่งศาล แต่ชาวบ้านยืนยันจะปักหลักอยู่ในพื้นที่ทำกินเดิมของครอบครัวพร้อมกับปักหลักสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกาเพื่อยืนยัน “สิทธิ” ในที่ดินทำกิน

อย่างไรก็ตาม นอกจากชาวบ้านจะร่วมกันต่อสู้ท่ามกลางสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อให้ได้ที่ดินทำกินคืนแล้ว ชาวบ้านยังได้ปรับยุทธศาสตร์สู่การดำรงชีพร่วมกันอย่างยั่งยืนโดยการตั้งชุมชนบ่อแก้วให้เป็น “หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์” ทำการเพาะปลูกพืช ผัก สวนครัว แบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ มีการสร้างโรงธนาคารเมล็ดพันธ์ ศูนย์เมล็ดพันธุ์กรรม ร้านค้าชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันเองได้ นอกจากนี้ชาวบ้านยังร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานและขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ P move ผลักดันให้รัฐบาลทำการปฏิรูปที่ดินให้กับชุมชนในรูปของโฉนดชุมชนบนพื้นที่ 1,500 ในเขตสอนป่าคอนสารเพื่อให้ชาวบ้านจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยจำแนกเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ร่วม ที่สาธารณะของชุมชน ป่าชุมชน และพื้นที่สิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ปัจจุบันปัญหายังติดขัดในเรื่องการพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านโดยเฉพาะประเด็นหลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่กำหนดให้ชาวบ้านต้องเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนหน้าที่ระเบียบสำนักนายกฯจะประกาศใช้สามปี แต่ชาวบ้านก็ยืนยันชัดว่าการใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือในการพิจารณานั้นไม่เป็นธรรมเพราะชาวบ้านทำกินกันมาตั้งแต่ปี 2496 แต่มาถูก อ.อ.ป. ขับไล่ออกไปเมื่อสามปีกว่าปีที่ผ่านมาและต่อสู้เพื่อกลับเข้ามาทำกินในพื้นที่ได้สำเร็จเมื่อปี 2552 

มองปัจจุบัน และอนาคตในอีกสิบห้าปีข้างหน้าที่เราต้องการ

แน่นอนว่า ปัญหาความเดือดร้อนที่ชาวบ้านประสบมาตลอดช่วงสามสิบสี่สิบปีที่ผ่านมา ทำให้สิ่งที่ชาวบ้านต้องการก็คือ การได้รับสิทธิในที่ดินทำกินคืนจากรัฐและมีกลไกคุ้มครองความมั่นคงในสิทธินั้น  มีอำนาจและสิทธิในการจัดการตนเอง การมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ และเรื่องอื่นๆที่จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขา ตลอดจนการมีชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นธรรม มีความเท่าเทียม ไม่เหลื่อมล้ำ ไม่เลือกปฏิบัติ เหล่านี้เป็นโครงสร้างอำนาจหรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ที่ชาวบ้านอยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากโครงสร้างอำนาจแบบเก่าอำนาจไปอยู่ในมือของรัฐและนายทุนเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านจึงตกเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เสมอ โดยเฉพาะในอนาคตความสุ่มเสี่ยงในการสูญเสียที่ดินทำกินของชาวบ้านยิ่งรุนแรงขึ้นจากแนวทางพัฒนาที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดอย่างเข้มข้น เช่น ปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านการเกษตรที่จะทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินมากขึ้นเมื่อเป็นหนี้ความเสี่ยงที่ดินจะหลุดมือชาวบ้านย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย หรือแม้กระทั่งที่ดินที่รัฐยึดชาวบ้านไปทำสวนป่าตอนนี้หลายพื้นที่เริ่มเปลี่ยนจากการปลูกยูคาลิปตัสไปปลูกยางพารากันแล้วเพราะกำลังเป็นพืชที่มีความต้องการของตลาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐยังคงให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ฉะนั้นการต่อสู้เพื่อให้รัฐจัดสรรที่ดินในส่วนนี้คืนมาให้กับประชาชนยิ่งจะเป็นเรื่องที่ลำบากมากยิ่งขึ้น หรืออาจมีการยึดที่ดินทำกินของชาวบ้านเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง 
วิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน 

สำหรับชาวบ้าน นอกจากมีข้อเสนอเพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืนร่วมกันในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน 4 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง มาตรการทางภาษี หมายถึงการคิดภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าเพื่อให้เกิดการกระจายที่ดินลงมายังเกษตรกรที่ทุกข์ยากในสังคม เพราะการเก็บภาษีแบบคงที่ในปัจจุบันนั้นมันไม่สะท้อนการกระจายการถือครองที่ดิน สอง มาตรการเรื่องกองทุนธนาคารที่ดินซึ่งจะมีหน้าที่รองรับที่ดินที่กระจายลงมา เพื่อผ่านไปยังเกษตรกรหรือคนทั่วไป สาม มาตรการเรื่องการเร่งคุ้มครองโฉนดชุมชนให้กับเกษตรกร สี่ มาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมโดยประชาชน  แนวทางนี้จะนำไปสู่ความมั่นคงในหลักประกันการถือครองที่ดินของเกษตรกรได้ เพราะที่ผ่านมาระบบการถือกรรมสิทธิ์แบบปัจเจก หรือ ระบบการผลิตแบบเชิงเดี่ยวได้สร้างความเสี่ยงทำให้เกิดการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรซึ่งก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในปี 2558 ประเทศจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ความเสี่ยงในการเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

หนทางที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจให้ชาวบ้านสามารถจัดการตนเองได้ มีอำนาจต่อรองมากขึ้นได้นั้น และสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ชาวบ้านจะไม่ใช้วิธีการร้องขอหรือรอคอยความช่วยเหลือฝ่ายเดียว เพราะประสบการณ์ได้ให้บทเรียนกับชาวบ้านว่าการรวมกลุ่มยืนหยัดต่อสู้อย่างอดทนและการจัดการปัญหาด้วยตนเองเท่านั้นที่จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ชาวบ้านจึงได้เสนอแผนการสร้างอนาคตที่พวกเขาจะเดินไปร่วมกันหลายประการ คือ

1 การจัดการความเข้มแข็งภายในองค์กรชาวบ้าน สิ่งสำคัญคือ การบ่มเพาะสำนึกสาธารณะ ลดการพึ่งพารัฐให้น้อยลง สมาชิกต้องปรับตัวเรียนรู้ให้เท่าทันสถานการณ์ มีการปรึกษาหารือขยายผลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และมีกระบวนการพัฒนายกระดับผู้นำ เหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างให้ขบวนการชาวบ้านมีความเข้มแข็งและสามารถสร้างอำนาจต่อรองให้กับชาวบ้านได้

2.การสร้างโรงเรียนชาวนาชาวไร่ (โรงเรียนการเมืองภาคประชาชน) โดยเป็นพื้นที่สำหรับบ่มเพาะอุดมการณ์ในมิติต่างๆให้กับชาวบ้านผู้ร่วมขบวนการ และลูกหลาน เช่น หลักประชาธิปไตยการตระหนักในเรื่องของสิทธิ ความเท่าเทียม การมีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง นโยบายและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งในเรื่องของการปลูกฝังให้รู้จักคุณค่าของทรัพยากร เคารพวัฒนธรรมตัวเองและหวงแหนบ้านเกิด โรงเรียนชาวนาฯในความหมายของชาวบ้านจึงเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่เชื่อมร้อยและสนับสนุนให้การพัฒนาองค์การและการจัดการตนเองสามารถขับเคลื่อนไปได้

3. การจัดการตนเองในรูปแบบของสหกรณ์  ให้สามารถตอบโจทย์ชีวิตในทุกๆด้าน เบื้องต้นจะทำสหกรณ์การผลิตนำร่องก่อน โดยเฉพาะการทำเกษตรอินทรีย์แบบรวมหมู่เพื่อการพึ่งตนเองพึ่งพากันเองและสร้างรายได้ให้เกิดความยั่งยืน แนวทางที่ชาวบ้านเสนอร่วมกันคือการผลักดันให้รัฐจัดการออกโฉนดชุมชนบนพื้นที่ 1,500 ไร่ ในเขตสวนป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนให้ชาวบ้านในองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซินเข้ามาจัดการและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่ พื้นที่กรรมสิทธิ์ร่วมพื้นที่ส่วนนี้ชาวบ้านวางแผนจะจัดสรรให้เป็นพื้นที่ทำนารวม จำนวน 150 ไร่  ที่สาธารณะของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน สหกรณ์ชุมชน โรงสี ฉางเก็บข้าว แหล่งน้ำและพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันของชาวบ้าน โดยเฉพาะแหล่งน้ำ จำนวน 200 ไร่ ป่าชุมชนที่ชาวบ้านจัดการและใช้ประโยชน์ร่วมกันอีก จำนวน 800 ไร่ และพื้นที่สิทธิ์ส่วนบุคคลซึ่งให้สิทธิ์กับผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมและผู้ไร้ที่ดินทำกินอีกประมาณ 100 ไร่ ผลผลิตที่ได้จะมีการจัดสรรและแจกกระจายให้สมาชิกภายในสหกรณ์อย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ความเป็นไปได้ในการทำให้สหกรณ์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมนั้นจะต่างอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน นักพัฒนา นักวิชาการ องค์กรราชการในท้องถิ่น และหน่วยงานราชการในระดับนโยบาย เพราะจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การคืนสิทธิในที่ดินและมองไปข้างหน้าร่วมกันเพื่อผลักดันให้ชาวบ้านสามารถจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง



โพสเมื่อ : 30 พ.ค. 2556

เป็นสื่อพลเมืองเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.)เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการติดตาม รายงานปัญหาต่างๆของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิบัติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินทำกิน และการถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

วัตถุประสงค์การนำเสนอ เพื่อสะท้อนให้สังคมโดยรวมรับรู้ และเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน

บรรณาธิการ: นายศรายุทธ ฤทธิพิณ 

ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย: นายสมนึก ตุ้มสุภาพ นายถนอมศักดิ์ ระวาดชัย นายสมชัย คำเพราะ

ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ: ดร.อลงกรณ์ อรรคแสง นายปราโมทย์ ผลภิญโญ

กองบรรณาธิการ: สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

สถานที่ตั้ง: 501 ม.8 ต.คอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 36180
email. yuthsiburi@hotmail.com โทร 086 978 5629